เจ้าสาวจำยอม สามีเศรษฐีนอกสายตา
Language: th
/0/5639/coverbig.jpg?v=63045ae127bb44f1a12417c9de41abb7)
ชูจี้ถูกเก็บไปอุปการะตั้งแต่ยังเด็ก ซึ่งถือเป็นความฝันของเด็กกำพร้าทั่วไปอย่างชูจี้ แต่ชีวิตหลังจากนั้นมันไม่ได้มีความสุขดั่งที่ชูจี้คิดฝันไว้เลย เธอต้องอดทนถูกเย้ยหยันและการทำทารุณจากแม่บุญธรรมของเธอ แต่ก็ยังโชคดีที่เธอได้รับความเมตตาจากคนใช้สูงวัยคนหนึ่งในบ้านหลังนั้น ชึ่งเป็นคนคอยดูแลและเอาใส่เธอเหมือนแม่แท้ ๆ ของเธอ จนกระทั่งคนใช้จากไปด้วยอาการป่วย ชูจี้ก็ถูกบังคับให้แต่งกับผู้ชายที่ไม่เอาการเอางานแทนลูกสาวแท้ ๆ ของพ่อแม่บุญธรรมของเธอเพื่อชดใช้ค่ารักษาพยาบาลของคนใช้ เรื่องราวจะเป็นเช่นเดียวกับซินเดอเรลล่าหรือไม่? อย่างไรก็ตาม…
Available chapters
Chapter 1
“ฉันยอมเป็นของคุณแล้ว แต่ทำไมคุณยังไม่เลิกกับชูจี้อีกล่ะคะ?” หญิงสาวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ชวนให้ลุ่มหลง พลางถอนหายใจออกมาเบา ๆ ขณะที่นั่งอยู่บนตักของชายหนุ่มด้วยร่างที่เปือยเปล่าครึ่งท่อน
“เวลาอยู่บนเตียงอย่าพูดถึงเรื่องนี้อีก” ชายหนุ่มกำลังอารมณ์พลุ่งพล่าน เขาเอื้อมมือไปเค้นคลึงอกที่อวบอิ่มของหญิงสาวอย่างเบามือ
หญิงสาวไม่พอใจนัก เมื่อไม่ได้รับคำตอบตามที่ต้องการ “ฉันจะพูด! ก็แค่เด็กที่เก็บมาเลี้ยง แม้แต่หมาของฉันยังมีค่ากว่าหล่อนเลย หล่อนมีอะไรดีนักหนาคะ? ”
ชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไร เขาประคองเอวบาง แล้วเร่งจังหวะขยับเข้าออกแรงขึ้น ทำให้เธอถึงกับร้องครวญครางออกมาอย่างไม่ขาดสาย
หลินชูจี้ที่กำลังยืนอยู่หน้าประตู ใบหน้าที่งดงามของเธอเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า เธอได้ยินสิ่งที่ทั้งคู่คุยกันทั้งหมด นัยน์ตาของเธอเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง
เธอเพิ่งกลับมาจากโรงพยาบาล
ยายซุนผู้ซึ่งเลี้ยงดูชูจี้มาตั้งแต่เด็ก ถูกตรวจพบว่าเป็นโรคตับแข็งระยะสุดท้าย คุณยายจำเป็นจะต้องได้รับการปลูกถ่ายตับอย่างรวดเร็ว และชูจี้จำต้องหาเงินมาเพื่อจ่ายค่ารักษาพยาบาล
แต่แล้วเรื่องแย่ ๆ ในชีวิตเธอยังไม่หมดแต่เพียงเท่านั้น ทันทีที่เธอกลับมาถึงบ้านเธอก็ได้รู้ว่าน้องสาวของเธอกำลังมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับแฟนหนุ่มของเธออยู่ ชูจี้รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบได้พังทลายลงตรงหน้าเธอ
“ฉันไม่สน? คืนนี้คุณต้องจัดการให้เรียบร้อย คุณจะเลือกใคร ระหว่างเธอกับฉัน?” หลินชูเสวขมวดคิ้วแน่น พลางเอากำปั้นทุบลงไปที่หน้าอกของจือหยวนเบา ๆ เพื่อต้องการคำตอบ
ชูจี้เอาเท้าเตะไปที่ประตูให้เปิดออก แล้วจ้องมองชายชั่ว และหญิงสารเลวที่อยู่ตรงหน้าเธอ “ไม่ต้องเสียเวลาหรอก ก็แค่ผู้ชายคนเดียว ถ้าเธออยากได้ ฉันยกให้”
แม้สีหน้าท่าทางของเธอจะดูเฉยเมยเหมือนไม่แคร์ มีแต่เธอเองเท่านั้นที่รู้ว่าภายในใจของเธอนั้นเจ็บปวดมากมายเพียงใด
จือหยวนเป็นเพื่อนที่เรียนวิทยาลัยมาด้วยกันกับเธอ เขาเป็นชายหนุ่มรูปหล่อ และมีฐานะดี เขาตามจีบชูจี้มากว่าสามปีแล้ว
ก่อนเรียนจบ เขาได้สารภาพรักกับเธออีกครั้ง
ที่สนามกีฬาของวิทยาลัย วันนั้นมีผู้คนมากมายมาลุมล้อม และส่งเสียงเชียร์ สุดท้ายชูจี้ก็ตกลงยอมที่จะคบกับเขา
ความเจ็บปวดจากการถูกหักหลังกัดกินหัวใจเธออย่างโหดร้าย เธอมองไปยังชายหญิงคู่หนึ่งที่อยู่ตรงหน้าเธอ พลางกำมัดแน่น จนเล็บจิกลงไปที่ฝ่ามือของเธอ
จือหยวนผลักชูเสวออกไปทันที ก่อนจะหยิบกางเกงขึ้นมาใส่ แล้วลุกออกจากเตียงอย่างเร็ว
ชูเสวเกือบจะล้มลงไปกองกับพื้นเพราะแรงผลัก คำพูดของชูจี้จุดชนวนความโกรธของเธอให้ลุกโชน
เธอต้องใช้ความพยายามอย่างมากกว่าจะจับผู้ชายหล่อ และรวยอย่างจือหยวนได้
ในขณะที่ชูจี้ได้ใจเขาไปง่าย ๆ โดยไม่ได้ทำอะไรเลยด้วยซ้ำ นั่นเป็นต้นเหตุให้ชูเสวไม่พอใจ
‘แกมันก็แค่เศษสวะที่ถูกเก็บมาเลี้ยง’
“เหอะ ยกให้ฉันงั้นเหรอ? ทำอย่างกับแกเป็นคนทิ้งจือหยวน เขาต่างหากที่ไม่เอาแก นังเศษสวะ!“ ชูเสวเย้ยหยันเธอ พลางดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่าง ก่อนจะหันไปทางจือหยวน แล้วพูดขึ้นว่า “จือหยวน เมื่อกี้คุณพูดว่ายังไง บอกชูจี้ไปสิ!”
การที่จือหยวนมีอะไรกันกับชูเสวเป็นเพราะเธออ่อยเขา เขาแค่หน้ามืดตามัว ควบคุมตัวเองไม่ได้จึงพลั้งเผลอมีอะไรกับเธอเข้า
ชายหนุ่มนั่งคุกเข่าต่อหน้าชูจี้ ก่อนจะคว้ามือของชูจี้ขึ้นมากุมไว้ “ชูจี้ยกโทษให้ผมเถอะนะ ผมผิดไปแล้ว”
แม้น้ำตาของเธอจะไหลเอ่อ แต่ชูจี้ก็เลือบไปมองเขาอย่างรังเกลียด หากเธอได้ตัดสินใจทำอะไรแล้ว เธอไม่มีทางเปลี่ยนใจเป็นอันขาด
เธอสะบัดมือของจือหยวนออก ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ขอโทษด้วยจือหยวน ฉันไม่ต้องการของเหลือจากชูเสว พวกคุณสองคนดูเหมาะสมกันดีออก เราเลิกกันเถอะ”
ชูเสวได้ยินดังนั้นถึงกับตะลึง จือหยวนถึงกับดิ้นพล่าน ในทางกลับกันสีหน้าของชูจี้กลับไม่มีร่องรอยความเสียใจใด ๆ เลย ความโกรธของชูเสวค่อย ๆ เพิ่มพูนขึ้น เพราะสิ่งที่เธอต้องการจะเห็นมันกลับไม่ได้เกิดขึ้น
ชูจี้ไม่ต้องการจะเสวนากับทั้งคู่อีก ชูเสวชอบแย่งของ ๆ เธอมาตั้งแต่เด็ก เมื่อก่อนชูเสวแค่แย่งของเล่นของเธอ แต่ตอนนี้ชูเสวก็มาแย่งแฟนหนุ่มของเธอ
และตอนนี้ชูจี้ชินชากับมันเสียแล้ว สิ่งที่เธอกังวลตอนนี้มีเพียงเรื่องค่ารักษาพยาบาลของคุณยายซุนเท่านั้น
ในขณะที่เธอกำลังจะก้าวขาออกจากห้อง เธอก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นมาที่ทางเดิน
“ดึกดื่นป่านนี้แล้ว เอะอะโวยวายอะไรกัน”
หลินปินและรั่วเฟย พ่อแม่บุญธรรมของชูจี้ เมื่อได้ยินเสียงเอะอะโวยวายก็พากันเดินเข้ามาดู
หลินปินที่เดินเข้ามาในห้องก่อน เมื่อเห็นลูกสาวแท้ ๆ นั่งอยู่บนเตียงด้วยร่างกายที่เปือยเปล่า ก็ถึงกับตาถลน ก่อนจะตะโกนเสียงดังออกมาว่า “แกทำบ้าอะไรเนี่ย? แกกำลังจะแต่งงานอยู่แล้ว ไปยุ่งกับผู้ชายคนอื่นอย่างนี้ได้ยังไง?” เขาตะโกนออกมาอย่างดุดัน
ชูเสวกอดตัวเองเอาไว้ พลางหันไปมองหลินปินด้วยดวงตาแดงก่ำ เธอกัดฟันแน่นเพื่อระงับความโกรธที่กำลังประทุ
ตระกูลลู่ และตระกูลหลินมีข้อตกลงที่จะให้ลูก ๆ ของพวกเขาแต่งงานกัน เมื่อพวกเขาโตขึ้น และตอนนี้ก็ถึงเวลาที่เหมาะสมแล้ว คู่หมั้นของเธอเป็นลูกนอกกฎหมาย ที่ตระกูลลู่ขับไล่เขาออกจากบ้านไปตั้งนานแล้ว เขายากจนแถมยังตกงาน เป็นแค่คนเกียจคร้านที่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปวัน ๆ โดยไม่ทำอะไร ชูเสวไม่ต้องการแต่งงานกับเขา
เธอคิดว่าเธอคู่ควรกับคนที่ดี และเพียบพร้อมมากกว่าเขา
“หนูท้อง!” ชูเสวตะโกนขึ้นพลางชี้ไปยังจือหยวน “หนูกำลังท้องลูกของจือหยวนอยู่ หนูจะไปแต่งงานกับคนอื่นได้ยังไง? คุณพ่อยกเลิกงานแต่งไปเถอะค่ะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น จือหยวนถึงกับตะลึงที่ชูเสวพูดมาอย่างนั้น เขาเคยมีอะไรกับเธอแค่ไม่กี่ครั้งเอง เธอจะท้องได้อย่างไร?
“แกพูดบ้าอะไร! ยังไงแกก็ต้องแต่งกับลูกชายของตระกูลลู่!” หลินปินโกรธจนควันออกหู เขาอยากจะตบชูเสวที่ทำตัวโง่เง่าเสียเต็มประดา
งานแต่งงานครั้งนี้ถือเป็นหน้าเป็นตากับเขามาก หากตระกูลลู่ถามถึงสาเหตุที่ต้องยกเลิกงานแต่งงาน เขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
รั่วเฟยยืนประจันหน้ากับสามีเพื่อปกป้องลูกสาว เธอคอยปกป้อง และแทบไม่เคยดุด่าว่ากล่าวชูเสวเลยด้วยซ้ำ สามีของเธอกำลังโกรธแทบขาดสติ และเธอทนไม่ได้ที่เห็นเขาตะคอกใส่ลูกสาวสุดที่รักของเธอ
“หลินปิน คุณจะโกรธชูเสวทำไมคะ?” รั่วเฟยร้องไห้ออกมา “ชูจี้ก็เป็นลูกสาวตระกูลหลินเหมือนกันนี่คะ ให้เธอแต่งงานกับลูกชายของตระกูลลู่แทนก็ได้”
หลินปินและรั่วเฟยแต่งงานกันมานานหลายปี แต่เขาทั้งคู่ก็ยังไม่มีทายาท เนื่องจากแรงกดดันของผู้ใหญ่ในตระกูลหลินที่ต้องการทายาทสืบสกุล พวกเขาจึงจำต้องรับชูจี้มาเลี้ยง ในปีต่อมา ในที่สุดรั่วเฟยก็ตั้งครรภ์และให้กำเนิดชูเสว
และนั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอเกลียดชูจี้ การได้เห็นหน้าชูจี้ ทุก ๆ วันเหมือนเป็นการตอกย้ำว่าเธอไม่มีน้ำยา พอที่จะให้กำเนินลูกได้ ทุกครั้งที่ลูกสาวบุญธรรมมองมาที่เธอ เธอก็มีแต่รู้สึกหงุดหงิด
หลังจากที่ชูเสวเกิด รั่วเฟยก็คอยเอาอกเอาใจ และเข้าข้างแต่ชูเสว ไปพร้อม ๆ กับรังเกียจชูจี้
เวลาผ่านไป เมื่อชูจี้โตขึ้นเธอกลับมีดีกว่าลูกสาวแท้ ๆ ของรั่วเฟยในทุก ๆ ด้าน นั่นยิ่งทำให้ความเกลียดชังที่เธอมีต่อชูจี้เพิ่มพูนมากขึ้น
คำพูดของรั่วเฟยทำให้ชูจี้โกรธ “คนที่คุณพ่อคุณแม่ตกลงว่าจะให้แต่งงานกับคนตระกูลลู่ คือชูเสว ไม่ใช่หนู” เธอเอ่ยออกมาอย่างขุ่นเคืองใจ “อยู่ดี ๆ คุณแม่ก็จะให้หนูแต่งงานแทน เพราะลูกสาวคนดีของคุณแม่ ไปมีอะไรกับคนอื่นงั้นเหรอคะ?”
“เราเลี้ยงดูแกมาตั้งหลายปี ถึงเวลาที่แกต้องตอบแทนบุญคุณเราบ้างแล้วชูจี้” รั่วเฟยพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา นัยน์ตาของเธอเหมือนมีอะไรแฝงอยู่ “แกไม่อยากให้ยายแก่นั่นได้ผ่าตัดเหรอ? ถ้าแกยอมแต่งงานแทนชูเสว ฉันจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ยายแก่นั่นเอง”
ชูเสวยิ้มออกมาอย่างพอใจ เธอคิดว่ากาฝากแบบชูจี้ ก็เหมาะแล้วกับหมาหัวเน่าอย่างลูกชายนอกสมรส ของตระกูลลู่
เมื่อได้ยินคำพูดของรั่วเฟย ชูจี้ก็กัดฟันแน่นเพื่อข่มอารมณ์ที่กำลังเดือดดาล ทันใดนั้น คำพูดของคุณหมอก็แวบเข้ามาในหัวของเธอ ยายซุนมีเวลาเหลือไม่มากแล้ว
ชูจี้เพิ่งจะเรียนจบ เธอไม่สามารถหาเงินมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้ทันเวลาแน่
แม้หลินปินและรั่วเฟยจะรับเลี้ยงเธอ แต่พวกเขาก็ไม่เคยมาดูดำดูดีเธอเลย คนที่เลี้ยงดูเธอคือยายซุน ที่เป็นคนใช้ของตระกูลหลิน ยายซุนเป็นเหมือนยายแท้ ๆ ของเธอ เธอไม่สามารถทอดทิ้งยายซุนได้
เมื่อสังเกตเห็นความลังเลที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของชูจี้ รั่วเฟยก็ค่อย ๆ เดินเข้าไปหาเธอ “ถึงยังไงสักวันแกก็ต้องแต่งงานกับใครสักคนอยู่แล้ว ทำไมแกไม่ช่วยเราด้วยการแต่งงานกับลูกชายของตระกูลลู่ล่ะ? ฉันจะจ่ายเงินให้แกทันทีที่แกแต่งงานกับเขา”
ขาของเธอสั่นรัว เมื่อทุกคนในห้องกำลังจ้องมองมาที่เธออย่างรอคอยคำตอบ เธอต้องการเงินเพื่อจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ยายซุนจริง ๆ
ในที่สุดน้ำตาอุ่น ๆ ก็ไหลลงมาอาบแก้มนวล ๆ ของเธอ ชูจี้ก้มหน้าลง แล้วตอบด้วยเสียงที่แผ่วเบาว่า “ค่ะ หนูจะแต่งงานกับเขา”
“เวลาอยู่บนเตียงอย่าพูดถึงเรื่องนี้อีก” ชายหนุ่มกำลังอารมณ์พลุ่งพล่าน เขาเอื้อมมือไปเค้นคลึงอกที่อวบอิ่มของหญิงสาวอย่างเบามือ
หญิงสาวไม่พอใจนัก เมื่อไม่ได้รับคำตอบตามที่ต้องการ “ฉันจะพูด! ก็แค่เด็กที่เก็บมาเลี้ยง แม้แต่หมาของฉันยังมีค่ากว่าหล่อนเลย หล่อนมีอะไรดีนักหนาคะ? ”
ชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไร เขาประคองเอวบาง แล้วเร่งจังหวะขยับเข้าออกแรงขึ้น ทำให้เธอถึงกับร้องครวญครางออกมาอย่างไม่ขาดสาย
หลินชูจี้ที่กำลังยืนอยู่หน้าประตู ใบหน้าที่งดงามของเธอเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า เธอได้ยินสิ่งที่ทั้งคู่คุยกันทั้งหมด นัยน์ตาของเธอเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง
เธอเพิ่งกลับมาจากโรงพยาบาล
ยายซุนผู้ซึ่งเลี้ยงดูชูจี้มาตั้งแต่เด็ก ถูกตรวจพบว่าเป็นโรคตับแข็งระยะสุดท้าย คุณยายจำเป็นจะต้องได้รับการปลูกถ่ายตับอย่างรวดเร็ว และชูจี้จำต้องหาเงินมาเพื่อจ่ายค่ารักษาพยาบาล
แต่แล้วเรื่องแย่ ๆ ในชีวิตเธอยังไม่หมดแต่เพียงเท่านั้น ทันทีที่เธอกลับมาถึงบ้านเธอก็ได้รู้ว่าน้องสาวของเธอกำลังมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับแฟนหนุ่มของเธออยู่ ชูจี้รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบได้พังทลายลงตรงหน้าเธอ
“ฉันไม่สน? คืนนี้คุณต้องจัดการให้เรียบร้อย คุณจะเลือกใคร ระหว่างเธอกับฉัน?” หลินชูเสวขมวดคิ้วแน่น พลางเอากำปั้นทุบลงไปที่หน้าอกของจือหยวนเบา ๆ เพื่อต้องการคำตอบ
ชูจี้เอาเท้าเตะไปที่ประตูให้เปิดออก แล้วจ้องมองชายชั่ว และหญิงสารเลวที่อยู่ตรงหน้าเธอ “ไม่ต้องเสียเวลาหรอก ก็แค่ผู้ชายคนเดียว ถ้าเธออยากได้ ฉันยกให้”
แม้สีหน้าท่าทางของเธอจะดูเฉยเมยเหมือนไม่แคร์ มีแต่เธอเองเท่านั้นที่รู้ว่าภายในใจของเธอนั้นเจ็บปวดมากมายเพียงใด
จือหยวนเป็นเพื่อนที่เรียนวิทยาลัยมาด้วยกันกับเธอ เขาเป็นชายหนุ่มรูปหล่อ และมีฐานะดี เขาตามจีบชูจี้มากว่าสามปีแล้ว
ก่อนเรียนจบ เขาได้สารภาพรักกับเธออีกครั้ง
ที่สนามกีฬาของวิทยาลัย วันนั้นมีผู้คนมากมายมาลุมล้อม และส่งเสียงเชียร์ สุดท้ายชูจี้ก็ตกลงยอมที่จะคบกับเขา
ความเจ็บปวดจากการถูกหักหลังกัดกินหัวใจเธออย่างโหดร้าย เธอมองไปยังชายหญิงคู่หนึ่งที่อยู่ตรงหน้าเธอ พลางกำมัดแน่น จนเล็บจิกลงไปที่ฝ่ามือของเธอ
จือหยวนผลักชูเสวออกไปทันที ก่อนจะหยิบกางเกงขึ้นมาใส่ แล้วลุกออกจากเตียงอย่างเร็ว
ชูเสวเกือบจะล้มลงไปกองกับพื้นเพราะแรงผลัก คำพูดของชูจี้จุดชนวนความโกรธของเธอให้ลุกโชน
เธอต้องใช้ความพยายามอย่างมากกว่าจะจับผู้ชายหล่อ และรวยอย่างจือหยวนได้
ในขณะที่ชูจี้ได้ใจเขาไปง่าย ๆ โดยไม่ได้ทำอะไรเลยด้วยซ้ำ นั่นเป็นต้นเหตุให้ชูเสวไม่พอใจ
‘แกมันก็แค่เศษสวะที่ถูกเก็บมาเลี้ยง’
“เหอะ ยกให้ฉันงั้นเหรอ? ทำอย่างกับแกเป็นคนทิ้งจือหยวน เขาต่างหากที่ไม่เอาแก นังเศษสวะ!“ ชูเสวเย้ยหยันเธอ พลางดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่าง ก่อนจะหันไปทางจือหยวน แล้วพูดขึ้นว่า “จือหยวน เมื่อกี้คุณพูดว่ายังไง บอกชูจี้ไปสิ!”
การที่จือหยวนมีอะไรกันกับชูเสวเป็นเพราะเธออ่อยเขา เขาแค่หน้ามืดตามัว ควบคุมตัวเองไม่ได้จึงพลั้งเผลอมีอะไรกับเธอเข้า
ชายหนุ่มนั่งคุกเข่าต่อหน้าชูจี้ ก่อนจะคว้ามือของชูจี้ขึ้นมากุมไว้ “ชูจี้ยกโทษให้ผมเถอะนะ ผมผิดไปแล้ว”
แม้น้ำตาของเธอจะไหลเอ่อ แต่ชูจี้ก็เลือบไปมองเขาอย่างรังเกลียด หากเธอได้ตัดสินใจทำอะไรแล้ว เธอไม่มีทางเปลี่ยนใจเป็นอันขาด
เธอสะบัดมือของจือหยวนออก ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ขอโทษด้วยจือหยวน ฉันไม่ต้องการของเหลือจากชูเสว พวกคุณสองคนดูเหมาะสมกันดีออก เราเลิกกันเถอะ”
ชูเสวได้ยินดังนั้นถึงกับตะลึง จือหยวนถึงกับดิ้นพล่าน ในทางกลับกันสีหน้าของชูจี้กลับไม่มีร่องรอยความเสียใจใด ๆ เลย ความโกรธของชูเสวค่อย ๆ เพิ่มพูนขึ้น เพราะสิ่งที่เธอต้องการจะเห็นมันกลับไม่ได้เกิดขึ้น
ชูจี้ไม่ต้องการจะเสวนากับทั้งคู่อีก ชูเสวชอบแย่งของ ๆ เธอมาตั้งแต่เด็ก เมื่อก่อนชูเสวแค่แย่งของเล่นของเธอ แต่ตอนนี้ชูเสวก็มาแย่งแฟนหนุ่มของเธอ
และตอนนี้ชูจี้ชินชากับมันเสียแล้ว สิ่งที่เธอกังวลตอนนี้มีเพียงเรื่องค่ารักษาพยาบาลของคุณยายซุนเท่านั้น
ในขณะที่เธอกำลังจะก้าวขาออกจากห้อง เธอก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นมาที่ทางเดิน
“ดึกดื่นป่านนี้แล้ว เอะอะโวยวายอะไรกัน”
หลินปินและรั่วเฟย พ่อแม่บุญธรรมของชูจี้ เมื่อได้ยินเสียงเอะอะโวยวายก็พากันเดินเข้ามาดู
หลินปินที่เดินเข้ามาในห้องก่อน เมื่อเห็นลูกสาวแท้ ๆ นั่งอยู่บนเตียงด้วยร่างกายที่เปือยเปล่า ก็ถึงกับตาถลน ก่อนจะตะโกนเสียงดังออกมาว่า “แกทำบ้าอะไรเนี่ย? แกกำลังจะแต่งงานอยู่แล้ว ไปยุ่งกับผู้ชายคนอื่นอย่างนี้ได้ยังไง?” เขาตะโกนออกมาอย่างดุดัน
ชูเสวกอดตัวเองเอาไว้ พลางหันไปมองหลินปินด้วยดวงตาแดงก่ำ เธอกัดฟันแน่นเพื่อระงับความโกรธที่กำลังประทุ
ตระกูลลู่ และตระกูลหลินมีข้อตกลงที่จะให้ลูก ๆ ของพวกเขาแต่งงานกัน เมื่อพวกเขาโตขึ้น และตอนนี้ก็ถึงเวลาที่เหมาะสมแล้ว คู่หมั้นของเธอเป็นลูกนอกกฎหมาย ที่ตระกูลลู่ขับไล่เขาออกจากบ้านไปตั้งนานแล้ว เขายากจนแถมยังตกงาน เป็นแค่คนเกียจคร้านที่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปวัน ๆ โดยไม่ทำอะไร ชูเสวไม่ต้องการแต่งงานกับเขา
เธอคิดว่าเธอคู่ควรกับคนที่ดี และเพียบพร้อมมากกว่าเขา
“หนูท้อง!” ชูเสวตะโกนขึ้นพลางชี้ไปยังจือหยวน “หนูกำลังท้องลูกของจือหยวนอยู่ หนูจะไปแต่งงานกับคนอื่นได้ยังไง? คุณพ่อยกเลิกงานแต่งไปเถอะค่ะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น จือหยวนถึงกับตะลึงที่ชูเสวพูดมาอย่างนั้น เขาเคยมีอะไรกับเธอแค่ไม่กี่ครั้งเอง เธอจะท้องได้อย่างไร?
“แกพูดบ้าอะไร! ยังไงแกก็ต้องแต่งกับลูกชายของตระกูลลู่!” หลินปินโกรธจนควันออกหู เขาอยากจะตบชูเสวที่ทำตัวโง่เง่าเสียเต็มประดา
งานแต่งงานครั้งนี้ถือเป็นหน้าเป็นตากับเขามาก หากตระกูลลู่ถามถึงสาเหตุที่ต้องยกเลิกงานแต่งงาน เขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
รั่วเฟยยืนประจันหน้ากับสามีเพื่อปกป้องลูกสาว เธอคอยปกป้อง และแทบไม่เคยดุด่าว่ากล่าวชูเสวเลยด้วยซ้ำ สามีของเธอกำลังโกรธแทบขาดสติ และเธอทนไม่ได้ที่เห็นเขาตะคอกใส่ลูกสาวสุดที่รักของเธอ
“หลินปิน คุณจะโกรธชูเสวทำไมคะ?” รั่วเฟยร้องไห้ออกมา “ชูจี้ก็เป็นลูกสาวตระกูลหลินเหมือนกันนี่คะ ให้เธอแต่งงานกับลูกชายของตระกูลลู่แทนก็ได้”
หลินปินและรั่วเฟยแต่งงานกันมานานหลายปี แต่เขาทั้งคู่ก็ยังไม่มีทายาท เนื่องจากแรงกดดันของผู้ใหญ่ในตระกูลหลินที่ต้องการทายาทสืบสกุล พวกเขาจึงจำต้องรับชูจี้มาเลี้ยง ในปีต่อมา ในที่สุดรั่วเฟยก็ตั้งครรภ์และให้กำเนิดชูเสว
และนั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอเกลียดชูจี้ การได้เห็นหน้าชูจี้ ทุก ๆ วันเหมือนเป็นการตอกย้ำว่าเธอไม่มีน้ำยา พอที่จะให้กำเนินลูกได้ ทุกครั้งที่ลูกสาวบุญธรรมมองมาที่เธอ เธอก็มีแต่รู้สึกหงุดหงิด
หลังจากที่ชูเสวเกิด รั่วเฟยก็คอยเอาอกเอาใจ และเข้าข้างแต่ชูเสว ไปพร้อม ๆ กับรังเกียจชูจี้
เวลาผ่านไป เมื่อชูจี้โตขึ้นเธอกลับมีดีกว่าลูกสาวแท้ ๆ ของรั่วเฟยในทุก ๆ ด้าน นั่นยิ่งทำให้ความเกลียดชังที่เธอมีต่อชูจี้เพิ่มพูนมากขึ้น
คำพูดของรั่วเฟยทำให้ชูจี้โกรธ “คนที่คุณพ่อคุณแม่ตกลงว่าจะให้แต่งงานกับคนตระกูลลู่ คือชูเสว ไม่ใช่หนู” เธอเอ่ยออกมาอย่างขุ่นเคืองใจ “อยู่ดี ๆ คุณแม่ก็จะให้หนูแต่งงานแทน เพราะลูกสาวคนดีของคุณแม่ ไปมีอะไรกับคนอื่นงั้นเหรอคะ?”
“เราเลี้ยงดูแกมาตั้งหลายปี ถึงเวลาที่แกต้องตอบแทนบุญคุณเราบ้างแล้วชูจี้” รั่วเฟยพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา นัยน์ตาของเธอเหมือนมีอะไรแฝงอยู่ “แกไม่อยากให้ยายแก่นั่นได้ผ่าตัดเหรอ? ถ้าแกยอมแต่งงานแทนชูเสว ฉันจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ยายแก่นั่นเอง”
ชูเสวยิ้มออกมาอย่างพอใจ เธอคิดว่ากาฝากแบบชูจี้ ก็เหมาะแล้วกับหมาหัวเน่าอย่างลูกชายนอกสมรส ของตระกูลลู่
เมื่อได้ยินคำพูดของรั่วเฟย ชูจี้ก็กัดฟันแน่นเพื่อข่มอารมณ์ที่กำลังเดือดดาล ทันใดนั้น คำพูดของคุณหมอก็แวบเข้ามาในหัวของเธอ ยายซุนมีเวลาเหลือไม่มากแล้ว
ชูจี้เพิ่งจะเรียนจบ เธอไม่สามารถหาเงินมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้ทันเวลาแน่
แม้หลินปินและรั่วเฟยจะรับเลี้ยงเธอ แต่พวกเขาก็ไม่เคยมาดูดำดูดีเธอเลย คนที่เลี้ยงดูเธอคือยายซุน ที่เป็นคนใช้ของตระกูลหลิน ยายซุนเป็นเหมือนยายแท้ ๆ ของเธอ เธอไม่สามารถทอดทิ้งยายซุนได้
เมื่อสังเกตเห็นความลังเลที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของชูจี้ รั่วเฟยก็ค่อย ๆ เดินเข้าไปหาเธอ “ถึงยังไงสักวันแกก็ต้องแต่งงานกับใครสักคนอยู่แล้ว ทำไมแกไม่ช่วยเราด้วยการแต่งงานกับลูกชายของตระกูลลู่ล่ะ? ฉันจะจ่ายเงินให้แกทันทีที่แกแต่งงานกับเขา”
ขาของเธอสั่นรัว เมื่อทุกคนในห้องกำลังจ้องมองมาที่เธออย่างรอคอยคำตอบ เธอต้องการเงินเพื่อจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ยายซุนจริง ๆ
ในที่สุดน้ำตาอุ่น ๆ ก็ไหลลงมาอาบแก้มนวล ๆ ของเธอ ชูจี้ก้มหน้าลง แล้วตอบด้วยเสียงที่แผ่วเบาว่า “ค่ะ หนูจะแต่งงานกับเขา”
Chapter 2
หลายวันต่อมา ชูจี้มาถึงโบสถ์เล็ก ๆ แห่งหนึ่งในย่านชานเมือง เธอสวมชุดแต่งงานสีขาวเรียบ ๆ
วันนี้เธอกำลังจะเดินเข้าประตูวิวาห์
เธอกำลังจะแต่งงานกับชายหนุ่มที่เธอไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน
เธอไม่ได้ใส่ใจเรื่องการเช่าชุดแต่งงานสวย ๆ เพราะเธอไม่ต้องการจะเสียเงินไปกับเรื่องเหล่านี้ เธอแค่ต้องการเงินค่าผ่าตัดให้ยายซุนเท่านั้น
เธอซื้อช่อดอกยิปโซสีขาวมาจากร้านขายดอกไม้ และขอให้คนขายช่วยแถมริบบิ้นสีขาวให้เธอ เพื่อที่เธอจะนำมาผูกผม ใบหน้ารูปไข่ทำให้เธอดูเปร่งประกายมีออร่าสวยบริสุทธิ์ผุดผ่อง
เมื่อถึงฤกษ์เข้าพิธี แต่เจ้าบ่าวก็ยังไม่มาปรากฏตัว ในสถานที่จัดงานมีผู้คนมาร่วมงานอย่างบางตา
“ไม่ต้องกังวลนะ รถอาจจะติดอยู่น่ะ รออีกสักหน่อยเดี๋ยวเขาคงมา” หลินปินเอ่ยปลอบใจชูจี้
ชูจี้ถอนหายใจออกมาเบา ๆ
เธอเคยได้ยินเรื่องของชายหนุ่มที่เธอกำลังจะแต่งงานด้วยมาบ้าง เขาชื่อลู่เหยียน เขาไม่มีงานทำเป็นหลักเป็นแหล่ง เป็นพวกเกียจคร้าน ที่ใช้เวลาในแต่ละวันหมดไปกับเรื่องไร้สาระ
ท้องไส้ของชูจี้ปั่นป่วน เมื่อคิดว่าจะต้องแต่งงานกับคนอย่างเขา แต่โชคร้ายที่เธอไม่มีทางเลือกมากนัก
“ทำไมเจ้าบ่าวกับครอบครัวของเขายังไม่มาอีก?” รั่วเฟยขมวดคิ้ว และเหลือบมองไปทางแขกที่อยู่ในงาน เธอสวมชุดเดรสกระโปรงยาวสีม่วง การแต่งหน้าที่ประณีต ทำให้เธอดูสวยดุดดั่งนางพญา
ดูเหมือนว่าตระกูลลู่จะไม่ให้ความสำคัญกับการแต่งงานครั้งนี้สักเท่าไร แต่ชูจี้ก็ไม่ได้ใส่ใจนัก เธอสนใจแค่ค่ารักษาพยาบาลของยายซุนเท่านั้น
ชูจี้เข้าไปใกล้ ๆ รั่วเฟย แล้วกระซิบเบา ๆ ว่า “หลังจากเข้าพิธีแต่งงานเสร็จ แม่ก็จะให้เงินหนูเลยใช่ไหมคะ?”
เพื่อช่วยชีวิตยายซุน เธอจึงตกลงที่จะแต่งงานกับลู่เหยี่ยน
“คนกันเองแท้ ๆ แกจะพูดเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ อะไรนักหนาหนิ? ไม่ต้องห่วงไปหรอก ฉันจะจ่ายให้แกตามสัญญา เลิกถามได้แล้ว” ไม่ว่ารั่วเฟยจะพยายามเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนเพียงใด แต่ก็ยังซ่อนความรำคาญใจไว้ไม่มิด
ทันใดนั้นชูเสวก็มาถึงงาน
เธอควงแขนจือหยวนเข้ามาในงาน ในชุดที่ถูกสั่งตัดอย่างปราณีต และเครื่องประดับราคาแพง
แล้วเธอก็เดินตรงไปหาหลินปิน และรั่วเฟยด้วยสีหน้าพึงพอใจ เธอแย่งแฟนหนุ่มของชูจี้มาได้สำเร็จ และตอนนี้ชูจี้ก็กำลังจะได้แต่งงานกับลูกนอกสมรสของตระกูลลู่ที่แสนจะจน
จือหยวนขมวดคิ้วเมื่อเห็นชูจี้ในชุดเจ้าสาว ความรู้สึกผิดกำลังกัดกร่อนในใจของเขา
ทั้งหมดนี้มันเป็นความผิดของเขาเอง ความหลงใหลชั่วขณะ ทำให้ความสัมพันธ์ของเขากับชูจี้ต้องจบลง และตอนนี้ผู้หญิงที่เขารักกำลังจะไปแต่งงานกับชายอื่น
ความจริงแล้ว วันนี้เขาไม่ได้อยากมาร่วมงานเลยสักนิด พอรู้ตัวอีกทีชูเสวก็ลากเขามาที่โบสถ์แล้ว เนื่องจากชูเสวกำลังท้องอยู่ ดังนั่นเขาจึงจำใจที่จะต้องคบกับเธอ
สายตาของเขาจับจ้องไปที่ชูจี้ตั้งแต่เขามาถึงโบสถ์ ชูเสวทนดูเขาจ้องมองผู้หญิงที่เธอเกลียด ด้วยความหลงใหลไม่ได้อีกต่อไป
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ชูจี้มักจะมีเสน่ห์ที่ดึงดูดผู้คนอยู่เสมอ ผู้คนต่างพากันสนใจเธอมากกว่าชูเสว
เธอรู้สึกอิจฉา และไม่พอใจเป็นอย่างมาก ชูเสวตะโกนใส่จือหยวนอย่างหงุดหงิด “ฉันจะควักลูกตาของคุณออกมาให้รู้แล้วรู้รอดเลยดีไหม? นังกาฝากนั่นมันมีดีอะไรนักหนา? ทำไมต้องมองมันขนาดนั้นด้วย?”
พูดจบเธอก็หันมาพูดจาถากถางชูจี้ “ทำไมเจ้าบ่าวยังไม่มาอีกนะ? มางานแต่งงานตัวเองสายแบบนี้ได้ยังไง? ผู้ชายอะไรไม่มีความรับผิดชอบเอาซะเลย? แม้แต่คนในครอบครัวเขาเองก็ยังไม่มีใครคิดจะมาร่วมงานเลย ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจไอ้ลูกนอกคอกนั่นเลยนะคะ”
ชูเสวเปรียบเสมือนเจ้าหญิงของบ้าน ไม่มีใครตำหนิเธอที่พูดจาหยาบคายเช่นนี้ แต่ตอนนี้เธออยู่ในที่สาธารณะ และเธอยังเป็นน้องสาวของเจ้าสาว พฤติกรรมที่ไร้มารยาทของเธอ เริ่มจุดชนวนให้แขกเหรื่อที่มาในงานเริ่มส่งเสียงซุบซิบนินทากัน
ชูจี้ค่อย ๆ ยกชายกระโปรงขึ้น แล้วก้าวไปข้างหน้า เมื่อก่อนไม่ว่าชูเสวจะแผลงฤทธิ์ใส่เธอยังไง เธอก็ยอมชูเสวมาตลอด แต่ตอนนี้เธอไม่สามารถอดทนกับความไร้มารยาทของชูเสวได้อีกต่อไป “ชูเสวหยุดเรียกเขาว่าลูกนอกคอกได้แล้วนะ! ตอนนี้เธออยู่ในโบสถ์ ระวังคำพูดหน่อย! แม้แต่มารยาทขั้นพื้นฐาน เธอก็ไม่มีเลยหรือไงกัน?”
ชูเสวนิ่งอึ้งกับคำพูดของชูจี้ เธอไม่เคยเห็นพี่สาวบุญธรรมเป็นแบบนี้มาก่อน ผู้หญิงคนนี้ไม่เคยปริปากพูดอะไรเลย
โบสถ์ตกอยู่ในความเงียบทันทีที่เธอพูดจบ ทันใดนั้น ประตูโบสถ์ก็ถูกเปิดออก
และชายร่างสูงคนหนึ่งกำลังก้าวเข้ามา แสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามา เน้นรูปร่างที่สูงเพรียวของเขาให้ดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น
เมื่อประตูถูกปิดลง เขาก็เงยหน้าขึ้นมามองบรรยากาศรอบ ๆ งาน เขาค่อย ๆ กวาดตามองแขกเหรื่อที่มาในงาน พลางเม้มริมฝีปากเบา ๆ ก่อนจะติดกระดุมเสื้อ และจัดชุดให้เข้าที่เรียบร้อย ราวกับว่าเขารีบร้อนที่จะเดินทางมาที่นี่
แสงแดดทอประกายอ่อน ๆ สาดส่องมาที่ใบหน้าอันหล่อเหลาของเขา ราวกับว่ามันถูกปั่นแต่งมาอย่างน่าอัศจรรย์ ดึงดูดทุกสายตาในโบสถ์ให้จับจ้องมาที่เขาดั่งต้องมนต์
วันนี้เธอกำลังจะเดินเข้าประตูวิวาห์
เธอกำลังจะแต่งงานกับชายหนุ่มที่เธอไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน
เธอไม่ได้ใส่ใจเรื่องการเช่าชุดแต่งงานสวย ๆ เพราะเธอไม่ต้องการจะเสียเงินไปกับเรื่องเหล่านี้ เธอแค่ต้องการเงินค่าผ่าตัดให้ยายซุนเท่านั้น
เธอซื้อช่อดอกยิปโซสีขาวมาจากร้านขายดอกไม้ และขอให้คนขายช่วยแถมริบบิ้นสีขาวให้เธอ เพื่อที่เธอจะนำมาผูกผม ใบหน้ารูปไข่ทำให้เธอดูเปร่งประกายมีออร่าสวยบริสุทธิ์ผุดผ่อง
เมื่อถึงฤกษ์เข้าพิธี แต่เจ้าบ่าวก็ยังไม่มาปรากฏตัว ในสถานที่จัดงานมีผู้คนมาร่วมงานอย่างบางตา
“ไม่ต้องกังวลนะ รถอาจจะติดอยู่น่ะ รออีกสักหน่อยเดี๋ยวเขาคงมา” หลินปินเอ่ยปลอบใจชูจี้
ชูจี้ถอนหายใจออกมาเบา ๆ
เธอเคยได้ยินเรื่องของชายหนุ่มที่เธอกำลังจะแต่งงานด้วยมาบ้าง เขาชื่อลู่เหยียน เขาไม่มีงานทำเป็นหลักเป็นแหล่ง เป็นพวกเกียจคร้าน ที่ใช้เวลาในแต่ละวันหมดไปกับเรื่องไร้สาระ
ท้องไส้ของชูจี้ปั่นป่วน เมื่อคิดว่าจะต้องแต่งงานกับคนอย่างเขา แต่โชคร้ายที่เธอไม่มีทางเลือกมากนัก
“ทำไมเจ้าบ่าวกับครอบครัวของเขายังไม่มาอีก?” รั่วเฟยขมวดคิ้ว และเหลือบมองไปทางแขกที่อยู่ในงาน เธอสวมชุดเดรสกระโปรงยาวสีม่วง การแต่งหน้าที่ประณีต ทำให้เธอดูสวยดุดดั่งนางพญา
ดูเหมือนว่าตระกูลลู่จะไม่ให้ความสำคัญกับการแต่งงานครั้งนี้สักเท่าไร แต่ชูจี้ก็ไม่ได้ใส่ใจนัก เธอสนใจแค่ค่ารักษาพยาบาลของยายซุนเท่านั้น
ชูจี้เข้าไปใกล้ ๆ รั่วเฟย แล้วกระซิบเบา ๆ ว่า “หลังจากเข้าพิธีแต่งงานเสร็จ แม่ก็จะให้เงินหนูเลยใช่ไหมคะ?”
เพื่อช่วยชีวิตยายซุน เธอจึงตกลงที่จะแต่งงานกับลู่เหยี่ยน
“คนกันเองแท้ ๆ แกจะพูดเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ อะไรนักหนาหนิ? ไม่ต้องห่วงไปหรอก ฉันจะจ่ายให้แกตามสัญญา เลิกถามได้แล้ว” ไม่ว่ารั่วเฟยจะพยายามเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนเพียงใด แต่ก็ยังซ่อนความรำคาญใจไว้ไม่มิด
ทันใดนั้นชูเสวก็มาถึงงาน
เธอควงแขนจือหยวนเข้ามาในงาน ในชุดที่ถูกสั่งตัดอย่างปราณีต และเครื่องประดับราคาแพง
แล้วเธอก็เดินตรงไปหาหลินปิน และรั่วเฟยด้วยสีหน้าพึงพอใจ เธอแย่งแฟนหนุ่มของชูจี้มาได้สำเร็จ และตอนนี้ชูจี้ก็กำลังจะได้แต่งงานกับลูกนอกสมรสของตระกูลลู่ที่แสนจะจน
จือหยวนขมวดคิ้วเมื่อเห็นชูจี้ในชุดเจ้าสาว ความรู้สึกผิดกำลังกัดกร่อนในใจของเขา
ทั้งหมดนี้มันเป็นความผิดของเขาเอง ความหลงใหลชั่วขณะ ทำให้ความสัมพันธ์ของเขากับชูจี้ต้องจบลง และตอนนี้ผู้หญิงที่เขารักกำลังจะไปแต่งงานกับชายอื่น
ความจริงแล้ว วันนี้เขาไม่ได้อยากมาร่วมงานเลยสักนิด พอรู้ตัวอีกทีชูเสวก็ลากเขามาที่โบสถ์แล้ว เนื่องจากชูเสวกำลังท้องอยู่ ดังนั่นเขาจึงจำใจที่จะต้องคบกับเธอ
สายตาของเขาจับจ้องไปที่ชูจี้ตั้งแต่เขามาถึงโบสถ์ ชูเสวทนดูเขาจ้องมองผู้หญิงที่เธอเกลียด ด้วยความหลงใหลไม่ได้อีกต่อไป
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ชูจี้มักจะมีเสน่ห์ที่ดึงดูดผู้คนอยู่เสมอ ผู้คนต่างพากันสนใจเธอมากกว่าชูเสว
เธอรู้สึกอิจฉา และไม่พอใจเป็นอย่างมาก ชูเสวตะโกนใส่จือหยวนอย่างหงุดหงิด “ฉันจะควักลูกตาของคุณออกมาให้รู้แล้วรู้รอดเลยดีไหม? นังกาฝากนั่นมันมีดีอะไรนักหนา? ทำไมต้องมองมันขนาดนั้นด้วย?”
พูดจบเธอก็หันมาพูดจาถากถางชูจี้ “ทำไมเจ้าบ่าวยังไม่มาอีกนะ? มางานแต่งงานตัวเองสายแบบนี้ได้ยังไง? ผู้ชายอะไรไม่มีความรับผิดชอบเอาซะเลย? แม้แต่คนในครอบครัวเขาเองก็ยังไม่มีใครคิดจะมาร่วมงานเลย ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจไอ้ลูกนอกคอกนั่นเลยนะคะ”
ชูเสวเปรียบเสมือนเจ้าหญิงของบ้าน ไม่มีใครตำหนิเธอที่พูดจาหยาบคายเช่นนี้ แต่ตอนนี้เธออยู่ในที่สาธารณะ และเธอยังเป็นน้องสาวของเจ้าสาว พฤติกรรมที่ไร้มารยาทของเธอ เริ่มจุดชนวนให้แขกเหรื่อที่มาในงานเริ่มส่งเสียงซุบซิบนินทากัน
ชูจี้ค่อย ๆ ยกชายกระโปรงขึ้น แล้วก้าวไปข้างหน้า เมื่อก่อนไม่ว่าชูเสวจะแผลงฤทธิ์ใส่เธอยังไง เธอก็ยอมชูเสวมาตลอด แต่ตอนนี้เธอไม่สามารถอดทนกับความไร้มารยาทของชูเสวได้อีกต่อไป “ชูเสวหยุดเรียกเขาว่าลูกนอกคอกได้แล้วนะ! ตอนนี้เธออยู่ในโบสถ์ ระวังคำพูดหน่อย! แม้แต่มารยาทขั้นพื้นฐาน เธอก็ไม่มีเลยหรือไงกัน?”
ชูเสวนิ่งอึ้งกับคำพูดของชูจี้ เธอไม่เคยเห็นพี่สาวบุญธรรมเป็นแบบนี้มาก่อน ผู้หญิงคนนี้ไม่เคยปริปากพูดอะไรเลย
โบสถ์ตกอยู่ในความเงียบทันทีที่เธอพูดจบ ทันใดนั้น ประตูโบสถ์ก็ถูกเปิดออก
และชายร่างสูงคนหนึ่งกำลังก้าวเข้ามา แสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามา เน้นรูปร่างที่สูงเพรียวของเขาให้ดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น
เมื่อประตูถูกปิดลง เขาก็เงยหน้าขึ้นมามองบรรยากาศรอบ ๆ งาน เขาค่อย ๆ กวาดตามองแขกเหรื่อที่มาในงาน พลางเม้มริมฝีปากเบา ๆ ก่อนจะติดกระดุมเสื้อ และจัดชุดให้เข้าที่เรียบร้อย ราวกับว่าเขารีบร้อนที่จะเดินทางมาที่นี่
แสงแดดทอประกายอ่อน ๆ สาดส่องมาที่ใบหน้าอันหล่อเหลาของเขา ราวกับว่ามันถูกปั่นแต่งมาอย่างน่าอัศจรรย์ ดึงดูดทุกสายตาในโบสถ์ให้จับจ้องมาที่เขาดั่งต้องมนต์
Chapter 3
ทุกคนในงานต่างอ้าปากค้างกันเป็นแถว เสน่ห์และความหล่อเหล่าของเขา ดึงดูดทุกสายตาของผู้คน
ดวงตาของชูเสวเป็นประกายระยิบระยับ เธอเดาว่าผู้ชายที่หล่อเหลาคนนี้ คงจะเป็นหนึ่งในพี่ชายของลู่เหยี่ยน ตระกูลลู่เป็นตระกูลที่มีอำนาจที่สุดในเมือง แต่ลู่เหยี่ยนเป็นแค่ลูกชายนอกสมรส ชูเสวคิดว่าเขาคงไม่มีอำนาจทัดเทียมกับคนอื่น ๆ ในตระกูล ผู้ชายตรงหน้าเธอดูหล่อเหลา และสง่ามาก เธอจึงมั่นใจว่าเขาจะต้องเป็นทายาทโดยตรงของตระกูลลู่เป็นแน่
หน้าตา และเสน่ห์ที่น่าหลงใหลของเขา ทำให้เธอตื่นเต้น เธอเคยคิดว่าจือหยวนเป็นผู้ชายที่หล่อและดูดี แต่เขาเทียบกับผู้ชายตรงหน้าไม่ติดเลยแม้แต่น้อย
ชูเสวเดินไปข้างหน้า และทักทายชายคนนั้นทันที “คุณเป็นพี่ชายของคุณลู่เหยี่ยน เหรอคะ?” แค่มองตาเขาก็ทำให้เธอหน้าแดงระเรื่อ “ญาติฝ่ายเจ้าบ่าวยังเดินทางมากันไม่ถึงเลยค่ะ คุณนั่งก่อนสิคะ คงจะอีกสักพักแหละค่ะ งานถึงจะเริ่ม”
อันที่จริง ชูเสวอยากจะขอเบอร์โทรของเขาไว้ แต่เพราะอยู่ในงาน เธอจึงไม่กล้าทำอะไรไปมากกว่านี้
ชายคนนั้นไม่ได้มองเธอเลยแม้แต่น้อย เขาเพิกเฉยต่อเธอ และเดินตรงไปหาชูจี้
ชูเสวรู้สึกประหม่า จนเธอไม่กล้าขยับเขยื้อน ความอ่อนโยนบนใบหน้าเธอ ค่อย ๆ จางหายไปในทันที
เธอกลับไปนั่งที่นั่งของเธออย่างไม่พอใจ เมื่อเธอเห็นชายหนุ่มรูปหล่อคนนั้น ไปยืนข้าง ๆ ชูจี้ เธอจึงตระหนักได้ว่า ชายคนนั่นคือลู่เหยี่ยน เจ้าบ่าวของงานนั่นเอง
ชูเสวส่ายหัวอย่างไม่อยากจะเชื่อ ‘ลู่เหยี่ยนหล่อขนาดนี้เลยเหรอ?’
เธอโน้มตัวไปกระซิบที่ข้างหูของรั่วเฟยว่า “แม่คะ ทำไมแม่ไม่ให้หนูดูรูปของลู่เหยี่ยนก่อนละคะ? ถ้าหนูรู้ว่าเขาหน้าตาเป็นยังไง หนูคงไม่ให้ชูจี้แต่งงานแทนหนูหรอกค่ะ”
รั่วเฟยหลับตา และทำเสียงฮึดฮัดออกมา เธอส่ายหัวอย่างไม่เห็นด้วย แล้วหันกลับมามองลูกสาวอย่างตำหนิ “ลูกยังเด็ก ถ้าลูกโตกว่านี้ ลูกจะรู้ว่ารูปร่างหน้าตาของผู้ชายไม่ได้สำคัญอะไรเลย ลู่เหยี่ยนเป็นพวกไร้อนาคต ใช้ชีวิตไปวัน ๆ ไม่มีงานเป็นหลักเป็นแหล่ง ก็แค่ผู้ชายที่มีดีแค่เปลือก คนอย่างนี้เหมาะกับชูจี้แล้วแหละลูก พวกนี้มั่นก็แค่พวกชั้นต่ำ หากินไปวัน ๆ ”
ชูเสวไม่ได้โต้แย้งอะไรออกไป ถึงอย่างไร เธอก็ยังเกลียดความจริงที่ว่าชูจี้กำลังจะแต่งงานกับชายหนุ่มรูปงามคนนี้ เขาหล่อยิ่งกว่าดาราหนัง
ลู่เหยี่ยนเดินไปหาชูจี้ และพินิจพิจารณาใบหน้าของเธออย่างช้า ๆ “ผมมาสายเพราะต้องไปจัดการธุระส่วนตัวมาน่ะ” เขาพูดเสียงเรียบพลางขมวดคิ้ว
“ไม่เป็นไรค่ะ” ชูจี้ไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจ เธอดีใจที่ได้รู้ว่าลู่เหยี่ยนเป็นผู้ชายที่ดูดีไม่น้อย อย่างน้อยก็ยังมีสิ่งดี ๆ ในตัวเขาบ้าง
ในขณะที่เธอกำลังเบนหน้าไปทางอื่น สายตาเธอก็เหลือบไปเห็นนาฬิกาปาเต็ก ฟิลิปป์ ที่สะท้อนแสงแดดระยิบระยับอยู่ที่ข้อมือของเขา
แม้ว่าเธอจะไม่ได้มีฐานะร่ำรวย แต่เธอก็ได้เห็นโลกมามากพอที่จะรู้มูลค่าของนาฬิกา และเธอก็รู้ได้ทันทีว่านาฬิกาเรือนนี้มีมูลค่าหลายล้าน คิ้วของเธอเลิกขึ้นด้วยความแปลกใจ
ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าลู่เยียนนั้นค่อนข้างยากจน นั่นเป็นเหตุผลที่เธอต้องมาแต่งงานกับเขาแทนชูเสว แล้วเขาซื้อนาฬิกาหรูแบบนี้มาได้ยังไง?
ดวงตาของชูเสวเป็นประกายระยิบระยับ เธอเดาว่าผู้ชายที่หล่อเหลาคนนี้ คงจะเป็นหนึ่งในพี่ชายของลู่เหยี่ยน ตระกูลลู่เป็นตระกูลที่มีอำนาจที่สุดในเมือง แต่ลู่เหยี่ยนเป็นแค่ลูกชายนอกสมรส ชูเสวคิดว่าเขาคงไม่มีอำนาจทัดเทียมกับคนอื่น ๆ ในตระกูล ผู้ชายตรงหน้าเธอดูหล่อเหลา และสง่ามาก เธอจึงมั่นใจว่าเขาจะต้องเป็นทายาทโดยตรงของตระกูลลู่เป็นแน่
หน้าตา และเสน่ห์ที่น่าหลงใหลของเขา ทำให้เธอตื่นเต้น เธอเคยคิดว่าจือหยวนเป็นผู้ชายที่หล่อและดูดี แต่เขาเทียบกับผู้ชายตรงหน้าไม่ติดเลยแม้แต่น้อย
ชูเสวเดินไปข้างหน้า และทักทายชายคนนั้นทันที “คุณเป็นพี่ชายของคุณลู่เหยี่ยน เหรอคะ?” แค่มองตาเขาก็ทำให้เธอหน้าแดงระเรื่อ “ญาติฝ่ายเจ้าบ่าวยังเดินทางมากันไม่ถึงเลยค่ะ คุณนั่งก่อนสิคะ คงจะอีกสักพักแหละค่ะ งานถึงจะเริ่ม”
อันที่จริง ชูเสวอยากจะขอเบอร์โทรของเขาไว้ แต่เพราะอยู่ในงาน เธอจึงไม่กล้าทำอะไรไปมากกว่านี้
ชายคนนั้นไม่ได้มองเธอเลยแม้แต่น้อย เขาเพิกเฉยต่อเธอ และเดินตรงไปหาชูจี้
ชูเสวรู้สึกประหม่า จนเธอไม่กล้าขยับเขยื้อน ความอ่อนโยนบนใบหน้าเธอ ค่อย ๆ จางหายไปในทันที
เธอกลับไปนั่งที่นั่งของเธออย่างไม่พอใจ เมื่อเธอเห็นชายหนุ่มรูปหล่อคนนั้น ไปยืนข้าง ๆ ชูจี้ เธอจึงตระหนักได้ว่า ชายคนนั่นคือลู่เหยี่ยน เจ้าบ่าวของงานนั่นเอง
ชูเสวส่ายหัวอย่างไม่อยากจะเชื่อ ‘ลู่เหยี่ยนหล่อขนาดนี้เลยเหรอ?’
เธอโน้มตัวไปกระซิบที่ข้างหูของรั่วเฟยว่า “แม่คะ ทำไมแม่ไม่ให้หนูดูรูปของลู่เหยี่ยนก่อนละคะ? ถ้าหนูรู้ว่าเขาหน้าตาเป็นยังไง หนูคงไม่ให้ชูจี้แต่งงานแทนหนูหรอกค่ะ”
รั่วเฟยหลับตา และทำเสียงฮึดฮัดออกมา เธอส่ายหัวอย่างไม่เห็นด้วย แล้วหันกลับมามองลูกสาวอย่างตำหนิ “ลูกยังเด็ก ถ้าลูกโตกว่านี้ ลูกจะรู้ว่ารูปร่างหน้าตาของผู้ชายไม่ได้สำคัญอะไรเลย ลู่เหยี่ยนเป็นพวกไร้อนาคต ใช้ชีวิตไปวัน ๆ ไม่มีงานเป็นหลักเป็นแหล่ง ก็แค่ผู้ชายที่มีดีแค่เปลือก คนอย่างนี้เหมาะกับชูจี้แล้วแหละลูก พวกนี้มั่นก็แค่พวกชั้นต่ำ หากินไปวัน ๆ ”
ชูเสวไม่ได้โต้แย้งอะไรออกไป ถึงอย่างไร เธอก็ยังเกลียดความจริงที่ว่าชูจี้กำลังจะแต่งงานกับชายหนุ่มรูปงามคนนี้ เขาหล่อยิ่งกว่าดาราหนัง
ลู่เหยี่ยนเดินไปหาชูจี้ และพินิจพิจารณาใบหน้าของเธออย่างช้า ๆ “ผมมาสายเพราะต้องไปจัดการธุระส่วนตัวมาน่ะ” เขาพูดเสียงเรียบพลางขมวดคิ้ว
“ไม่เป็นไรค่ะ” ชูจี้ไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจ เธอดีใจที่ได้รู้ว่าลู่เหยี่ยนเป็นผู้ชายที่ดูดีไม่น้อย อย่างน้อยก็ยังมีสิ่งดี ๆ ในตัวเขาบ้าง
ในขณะที่เธอกำลังเบนหน้าไปทางอื่น สายตาเธอก็เหลือบไปเห็นนาฬิกาปาเต็ก ฟิลิปป์ ที่สะท้อนแสงแดดระยิบระยับอยู่ที่ข้อมือของเขา
แม้ว่าเธอจะไม่ได้มีฐานะร่ำรวย แต่เธอก็ได้เห็นโลกมามากพอที่จะรู้มูลค่าของนาฬิกา และเธอก็รู้ได้ทันทีว่านาฬิกาเรือนนี้มีมูลค่าหลายล้าน คิ้วของเธอเลิกขึ้นด้วยความแปลกใจ
ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าลู่เยียนนั้นค่อนข้างยากจน นั่นเป็นเหตุผลที่เธอต้องมาแต่งงานกับเขาแทนชูเสว แล้วเขาซื้อนาฬิกาหรูแบบนี้มาได้ยังไง?