หนี้ร้อนซ่อนปรารถนา
Language: th
/0/4373/coverbig.jpg?v=ba55952227644917b78bee1d9a98b633)
“คุณพลประภัทร คุณมันเป็นเจ้าหนี้ที่เผด็จการมากที่สุด ทำไมจะต้องให้ฉันไปถ่ายโฆษณากับหมอนั่นด้วย” ...นายอลัน...นายเป็นญาติฝ่ายไหนของคุณพลประภัทร... แล้วเธอจะรู้หรือเปล่า...ว่าความจริงแล้วสองคนนี้เป็นคนๆ เดียวกัน “คงถึงเวลาที่ฉันจะเริ่มคิดดอกเบี้ยเธอแล้วนะสาวน้อย” “ฉันเกลียดคุณ เกลียดที่สุด คุณมันไม่เป็นสุภาพบุรุษ ออกไปจากตัวฉันเดี๋ยวนี้นะ!” อลันรู้สึกเจ็บแสบขึ้นมาทันที และรู้สึกโมโหคนใต้ร่างมากขึ้น จึงใช้กำลังข่มเหงรุกรานหญิงสาวอีกครั้ง เขาบดขยี้เรียวปากอิ่มสีกุลาบอย่างไม่ปรานี... แล้วเมื่อความจริงปรากฏ สมองของดุจดาวก็พร่าเลือนไปหมด แต่ไฟปรารถนาที่กำลังลุกโชนท่วมร่างแกร่งกำยำของเขา…
Available chapters
Chapter 1
เมื่อรถประจำทางแล่นเข้าสู่อำเภอไชยปราการจังหวัดเชียงใหม่ผ่านเทือกเขาที่สลับซับซ้อนมากมาย เบื้องหน้าที่อยู่สองข้างทางในตอนเช้าตรู่ของวันใหม่ มีสายหมอกสีขาวจางๆ พาดผ่านบนยอดไม้สีเขียวขจีเป็นแนวยาวดูแล้วช่างคล้ายกับมังกรสีขาวกำลังลงมาหยอกเย้ากับสายธารเบื้องล่าง
พอรถแล่นมาถึงอำเภอแม่อายและหมู่บ้านเล็กๆ ที่เรียงรายกันอยู่ สายตาคู่สวยทอดมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยรอยยิ้มแห่งความสุขสดใสตลอดเวลาเมื่อเริ่มก้าวเข้าสู่เส้นทางไปหมู่บ้านของตนเอง
ไม่ว่าจะกี่ปีผ่านไป ดุจดาวก็มีความสุขทุกครั้งเมื่อได้กลับมาเยี่ยมบ้านเกิดของตนเอง ทุกอย่างที่นี่ยังคงดูสวยงามและอบอุ่นใจเสมอเมื่อได้เหยียบเท้าลงสูงผืนดินแห่งนี้ และการกลับมาบ้านปีนี้สาวน้อยได้หอบเอาข่าวดีมาบอกพ่อแม่พี่น้องทุกคนที่เธอรักอีกด้วย
สองเท้าเล็กพอลงจากรถประจำทางได้เท่านั้น ก็รีบซอยเท้าแล้ววิ่งเข้าไปในบ้านของตนเอง ด้วยหัวใจที่ตื่นเต้นจนแทบจะทะลุออกมาจากอกด้วยความดีใจ
“พ่อจ๋า! แม่จ๋า! น้ำกลับมาแล้วจ้า!” สาวน้อยร้องเรียกพ่อแม่ของเธอด้วยภาษาพื้นบ้าน ส่งผลให้หญิงชายชราทั้งคู่ที่กำลังง่วนอยู่กับการเอาอาหารให้เป็ดไก่ที่เลี้ยงเอาไว้ในบ้านหันมามองตามเสียงใสๆ ที่เจื้อยแจ้วมาแต่ไกล
“น้ำ!” ผู้สูงวัยทั้งสองเรียกชื่อลูกสาวออกมาพร้อมกันด้วยความดีใจท่วมท้นจนยากที่จะเอ่ย ดวงตาที่คลอหน่วยต่างจับจ้องซึ่งกันและกันด้วยความรักความคิดถึง
ร่างบางโผเข้าหาอ้อมกอดที่แสนอบอุ่นของผู้ให้กำเนิดทั้งสองทันทีด้วยความรู้สึกทั้งหมดทั้งมวลที่ถวิลหามาตลอดระยะเวลาที่ห่างกัน นางรำภากับนายบุญส่งต่างปีติยินดีที่เห็นบุตรสาวคนโตกลับมาบ้าน หลังจากที่ดุจดาวต้องไปเรียนหนังสือที่บ้านญาติที่อยู่ห่างจากเมืองกรุงออกมาเล็กน้อยเป็นปีสุดท้าย
“พ่อจ๋าแม่จ๋า น้ำเรียนจบแล้วจ้ะ” ร่างบางยิ้มแป้นเมื่อบอกกล่าวถึงความสำเร็จขั้นหนึ่งของชีวิตด้วยความภาคภูมิใจ
“จริงเหรอน้ำ แม่ดีใจกับน้ำด้วยนะลูก”
“พ่อก็ดีใจด้วยจ้ะน้ำ”
“ต่อไปน้ำจะได้ทำงานหาเงินมาเลี้ยงพ่อกับแม่ได้แล้วนะจ้ะ แล้วน้ำก็จะหาเงินช่วยพ่อกับแม่ส่งน้องเรียนด้วยจ้า”
“เออ ดีๆ แล้วล่ะลูก แต่ว่าน้ำมาเหนื่อยๆ เข้าไปพักผ่อนในบ้านก่อนนะ เดี๋ยวแม่จะหาข้าวหาปลาให้กิน” นางรำภาบอกกับลูกสาวด้วยความเอื้ออาทร
“จ้ะแม่”
ทั้งสองคนที่ยืนนิ่งอยู่ มองตามหลังร่างเพรียวบางจนสาวน้อยเดินหายเข้าไปในบ้านด้วยความภาคภูมิใจในตัวบุตรสาวของพวกเขา พร้อมกับพ่นลมหายใจออกมาเหมือนกับได้ยกภูเขาออกจากอกไปแล้วหนึ่งลูก
ที่นี้ก็เหลือแค่เพียงลูกสาวคนเล็กเท่านั้นที่กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก ซึ่งพวกเขาทั้งสองยังกลุ้มใจอยู่เลยว่าจะมีปัญญาส่งลูกสาวคนเล็กให้เรียนจนจบมหาวิทยาลัยได้หรือเปล่า
หลังทานอาหารเช้าด้วยกันเรียบร้อยแล้ว ดุจดาวก็มานั่งคุยกับแม่ของเธอที่แคร่ไม้ไผ่หน้าบ้าน ส่วนพ่อของเธอล่วงหน้าไปสวนก่อนแล้ว
ที่จริงนางรำภาก็จะออกไปสวนส้มพร้อมกันกับสามี แต่เห็นว่าลูกสาวเพิ่งกลับมาก็เลยขอพักเพื่อถามไถ่สารทุกข์สุกดิบให้หายคิดถึงกันสักหน่อยแล้วค่อยไปทำงานในสวนต่อ
“เรียนจบแล้ว น้ำคิดจะไปทำงานอะไรล่ะลูก” นางรำภาถามบุตรสาว ขณะที่เอามือสากๆ ที่ผ่านการทำงานหนักมาอย่างโชกโชนกุมมือเล็กบางเอาไว้
“น้ำก็จะหางานดีๆ ทำ ตามที่ได้เรียนจบมาจ้ะแม่ น้ำอยากเป็นนางฟ้าที่ทำงานอยู่บนเครื่องบิน เงินเดือนเยอะด้วยนะแม่ นี่ถ้าน้ำสมัครเป็นแอร์โฮสเตสได้นะ น้ำจะดีใจมากๆ เลยแหละ” ดวงตาของสาวน้อยเป็นประกายยามที่บอกเล่าถึงอาชีพในฝันของเธอให้กับมารดาฟัง ทำให้นางรำภาต้องมองใบหน้าสวยหวานนั้นด้วยความเอ็นดู
“แม่เชื่อว่าลูกสาวของแม่ต้องทำได้จ้ะ น้ำเป็นเด็กดีแล้วก็ขยันมีความตั้งใจ พยายามนะลูกแม่เอาใจช่วย”
“ขอบคุณค่ะแม่” ร่างบางกอดร่างอวบของมารดาเอาไว้แน่น คงถึงเวลาแล้วที่ลูกสาวอย่างเธอจะต้องตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ที่ชุบเลี้ยงเธอมาตั้งแต่เล็กจนโตเสียที และเธอก็อยากจะสร้างบ้านหลังใหม่ให้กับพ่อแม่อยู่
เพราะบ้านหลังที่อาศัยอยู่นี้เก่าเต็มที สังกะสีก็เริ่มผุกร่อนบ้างแล้ว ฝนตกทีไรต้องเอาด้ามช้อนหรือไม่ก็ด้ามไม้ไผ่ไปสอดไว้ใต้แผ่นสังกะสีเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำฝนหยดลงมาทุกที หรือไม่ก็ต้องเอาหมากฝรั่งที่เคี้ยวแล้วไปแปะที่รูโหว่ของสังกะสีเพื่อป้องกันน้ำรั่วลงสู่พื้นบ้าน
นางรำภากอดร่างเล็กโยกตัวไปมา ในใจของนางก็กำลังคิดถึงเรื่องทุกข์ใจมากมายที่ไม่กล้าบอกกล่าวแก่ลูกสาวในเวลานี้ ด้วยเห็นว่าดุจดาวเพิ่งกลับมาเหนื่อยๆ คงต้องรอให้บุตรสาวได้พักผ่อนสักสองสามวันก่อนแล้วค่อยบอกถึงปัญหาที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่
เพราะถึงยังไงเรื่องพวกนี้มันปิดกันไม่ได้อยู่แล้ว อีกอย่างดุจดาวก็เรียนจบแล้ว นางเชื่อว่าลูกสาวคนโตของนางคนนี้คงจะพอรับฟังปัญหาต่างๆ ของครอบครัวได้
“น้ำ”
“จ๋าแม่”
“อยากออกไปดูสวนส้มของเรามั้ยลูก ตอนนี้มันยังมีดอกมีผลอยู่เลยนะ”
“ไปค่ะแม่ ถ้างั้นน้ำขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแป๊บหนึ่งนะแม่ เดี๋ยวมา” สาวน้อยบอกด้วยความตื่นเต้น เพราะอยากไปดูสวนส้มของพ่อกับแม่เต็มที นางรำภาเพียงพยักหน้ารับพร้อมยิ้มตามร่างเล็กไป
ไม่กี่นาทีต่อมาสาวน้อยบ้านนาก็มาอยู่ในชุดกางเกงยีนส์ขายาว เสื้อเชิ้ตตาหมากรุกแขนยาว พร้อมผ้าขาวม้าลายเดียวกันกับเสื้อเดินยิ้มแป้นออกมาจากห้อง นางรำภาเดินไปหยิบหมวกปีกกว้างใบใหญ่พร้อมรองเท้าบูทสำหรับใส่เดินลุยสวนมาให้ลูกสาว
“นี่จ้ะลูก สวมหมวกแล้วก็ใส่รองเท้านี่ก่อน”
“ขอบคุณค่ะแม่” ร่างบางหยิบหมวกจากมือเหี่ยวๆ ไปสวม และก้มลงสวมรองเท้าบูทสีดำที่ขอบรองเท้าสูงมาถึงหัวเข่าทั้งสองข้างเสร็จแล้วก็เงยหน้าขึ้น
“พร้อมแล้วค่ะแม่ ไปเลย!”
แล้วร่างเล็กในชุดทะมัดมะแมงก็กอดเอวหนาของมารดาเดินไปสวนส้มด้วยกัน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านของพวกเธอนัก ระหว่างทางก็ยังมีวัวควายที่ชาวบ้านเดินจูงเอาไปเลี้ยงที่นาที่ไร่กันหลายตัวเดินตามๆ กันไป
ดุจดาวมองอย่างเพลิดเพลิน เมื่อก่อนครอบครัวของเธอก็เคยเลี้ยงสัตว์พวกนี้ แต่พ่อกับแม่ของเธอก็ขายไปหมดแล้ว เพราะต้องนำเงินไปส่งลูกสาวทั้งสองคนเรียนหนังสือ
เมื่อเดินใกล้ไปถึงสวนส้มของตนเอง ดุจดาวก็มองเห็นสวนส้มของเพื่อนบ้านคนอื่นๆ เต็มไปหมด ไล่ตั้งแต่เชิงเขายันเนินเขาสูงแต่ก็ไม่ถึงกับสูงชันมากสามารถเดินเท้าขึ้นไปได้ แต่ส่วนใหญ่ชาวสวนก็จะขับรถสิบล้อ หรือไม่ก็รถกระบะหรือรถมอเตอร์ไซค์ขึ้นไปสำหรับสวนส้มที่อยู่ลึกเข้าไปอีก
ส่วนใหญ่พื้นที่ปลูกสวนส้มแถวนี้ถูกนายทุนกว้านซื้อไปจนเกือบหมดแล้ว ก็เหลือเพียงชาวบ้านไม่กี่คนเท่านั้นที่ยังพอมีสวนส้มเป็นของตนเอง แต่ก็เป็นเพียงพื้นที่เล็กน้อยพอที่จะเลี้ยงปากเลี้ยงท้องคนในครอบครัวได้เท่านั้น
สวนส้มที่นี่ส่วนใหญ่ชาวสวนนิยมปลูกส้มพันธุ์สายน้ำผึ้งกัน เพราะให้รสชาติที่หวานและผลก็สวยด้วย ได้ราคาดีเป็นที่ต้องการของตลาด แต่บางครั้งในบางฤดูกาล ส้มสายน้ำผึ้งก็กลายมาเป็นส้มสายน้ำตาสำหรับชาวบ้านที่ขาดทุนเนื่องจากฟ้าฝนไม่เป็นใจ ทำให้ดอกร่วงไม่ติดผลและแมลงศัตรูพืชเยอะ หรือส้มที่ได้มีรสชาติและขนาดของผลไม่ได้ตรงตามมาตรฐานที่ตลาดต้องการ
“ว้าว! ถึงสวนส้มของเราแล้ว” ร่างบอบบางกระโดดโลดเต้นเข้าไปในสวนส้มเหมือนเด็กๆ ได้ของเล่นถูกใจ แต่แล้วก็ต้องสะดุดกับขนาดของผลส้มที่ได้เห็น
“แม่ๆ!” เสียงใสๆ ร้องตะโกนขึ้น
“มีอะไรน้ำ เสียงดังเชียว” นางรำภารีบเดินเข้ามาหาบุตรสาว
“แม่ดูนี่สิ ทำไมส้มมันลูกเล็กจัง ไหนลองแกะกินดูซิ” แล้วมือเล็กก็รีบปลอกเปลือกและแกะกินเนื้อในทันที
“อื้อหือ ทำไมมันเปรี้ยวแบบนี้ล่ะแม่” ดวงตาคู่สวยหลิ่วตาเพราะความเปรี้ยวจี๊ดของผลไม้ที่ขึ้นชื่อว่าหวานที่สุด
นางรำภาต้องถอนหายใจยาวก่อนที่จะเล่าเกี่ยวกับผลผลิตของส้มสายน้ำผึ้งปีนี้ให้ลูกสาวฟังด้วยใบหน้าที่หม่นลงเล็กน้อย
“ปีนี้ฝนตกชุก ทำให้น้ำท่วมขังหลายวัน ส่งผลให้ผลผลิตที่ได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย พอปุ๋ยที่เราให้ถูกชะล้างออกไปก็ทำให้ส้มไม่ค่อยมีคุณภาพ ราคาก็ต่ำลงจนไม่ได้ทุนคืน ส้มที่เหลือก็ขายออกแทบไม่ได้ ที่พอขายได้บ้างก็ต้องคัดแล้วคัดอีก แล้วที่เห็นนี่ก็คงขายไม่ค่อยได้ราคาเท่าไหร่”
พอรถแล่นมาถึงอำเภอแม่อายและหมู่บ้านเล็กๆ ที่เรียงรายกันอยู่ สายตาคู่สวยทอดมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยรอยยิ้มแห่งความสุขสดใสตลอดเวลาเมื่อเริ่มก้าวเข้าสู่เส้นทางไปหมู่บ้านของตนเอง
ไม่ว่าจะกี่ปีผ่านไป ดุจดาวก็มีความสุขทุกครั้งเมื่อได้กลับมาเยี่ยมบ้านเกิดของตนเอง ทุกอย่างที่นี่ยังคงดูสวยงามและอบอุ่นใจเสมอเมื่อได้เหยียบเท้าลงสูงผืนดินแห่งนี้ และการกลับมาบ้านปีนี้สาวน้อยได้หอบเอาข่าวดีมาบอกพ่อแม่พี่น้องทุกคนที่เธอรักอีกด้วย
สองเท้าเล็กพอลงจากรถประจำทางได้เท่านั้น ก็รีบซอยเท้าแล้ววิ่งเข้าไปในบ้านของตนเอง ด้วยหัวใจที่ตื่นเต้นจนแทบจะทะลุออกมาจากอกด้วยความดีใจ
“พ่อจ๋า! แม่จ๋า! น้ำกลับมาแล้วจ้า!” สาวน้อยร้องเรียกพ่อแม่ของเธอด้วยภาษาพื้นบ้าน ส่งผลให้หญิงชายชราทั้งคู่ที่กำลังง่วนอยู่กับการเอาอาหารให้เป็ดไก่ที่เลี้ยงเอาไว้ในบ้านหันมามองตามเสียงใสๆ ที่เจื้อยแจ้วมาแต่ไกล
“น้ำ!” ผู้สูงวัยทั้งสองเรียกชื่อลูกสาวออกมาพร้อมกันด้วยความดีใจท่วมท้นจนยากที่จะเอ่ย ดวงตาที่คลอหน่วยต่างจับจ้องซึ่งกันและกันด้วยความรักความคิดถึง
ร่างบางโผเข้าหาอ้อมกอดที่แสนอบอุ่นของผู้ให้กำเนิดทั้งสองทันทีด้วยความรู้สึกทั้งหมดทั้งมวลที่ถวิลหามาตลอดระยะเวลาที่ห่างกัน นางรำภากับนายบุญส่งต่างปีติยินดีที่เห็นบุตรสาวคนโตกลับมาบ้าน หลังจากที่ดุจดาวต้องไปเรียนหนังสือที่บ้านญาติที่อยู่ห่างจากเมืองกรุงออกมาเล็กน้อยเป็นปีสุดท้าย
“พ่อจ๋าแม่จ๋า น้ำเรียนจบแล้วจ้ะ” ร่างบางยิ้มแป้นเมื่อบอกกล่าวถึงความสำเร็จขั้นหนึ่งของชีวิตด้วยความภาคภูมิใจ
“จริงเหรอน้ำ แม่ดีใจกับน้ำด้วยนะลูก”
“พ่อก็ดีใจด้วยจ้ะน้ำ”
“ต่อไปน้ำจะได้ทำงานหาเงินมาเลี้ยงพ่อกับแม่ได้แล้วนะจ้ะ แล้วน้ำก็จะหาเงินช่วยพ่อกับแม่ส่งน้องเรียนด้วยจ้า”
“เออ ดีๆ แล้วล่ะลูก แต่ว่าน้ำมาเหนื่อยๆ เข้าไปพักผ่อนในบ้านก่อนนะ เดี๋ยวแม่จะหาข้าวหาปลาให้กิน” นางรำภาบอกกับลูกสาวด้วยความเอื้ออาทร
“จ้ะแม่”
ทั้งสองคนที่ยืนนิ่งอยู่ มองตามหลังร่างเพรียวบางจนสาวน้อยเดินหายเข้าไปในบ้านด้วยความภาคภูมิใจในตัวบุตรสาวของพวกเขา พร้อมกับพ่นลมหายใจออกมาเหมือนกับได้ยกภูเขาออกจากอกไปแล้วหนึ่งลูก
ที่นี้ก็เหลือแค่เพียงลูกสาวคนเล็กเท่านั้นที่กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก ซึ่งพวกเขาทั้งสองยังกลุ้มใจอยู่เลยว่าจะมีปัญญาส่งลูกสาวคนเล็กให้เรียนจนจบมหาวิทยาลัยได้หรือเปล่า
หลังทานอาหารเช้าด้วยกันเรียบร้อยแล้ว ดุจดาวก็มานั่งคุยกับแม่ของเธอที่แคร่ไม้ไผ่หน้าบ้าน ส่วนพ่อของเธอล่วงหน้าไปสวนก่อนแล้ว
ที่จริงนางรำภาก็จะออกไปสวนส้มพร้อมกันกับสามี แต่เห็นว่าลูกสาวเพิ่งกลับมาก็เลยขอพักเพื่อถามไถ่สารทุกข์สุกดิบให้หายคิดถึงกันสักหน่อยแล้วค่อยไปทำงานในสวนต่อ
“เรียนจบแล้ว น้ำคิดจะไปทำงานอะไรล่ะลูก” นางรำภาถามบุตรสาว ขณะที่เอามือสากๆ ที่ผ่านการทำงานหนักมาอย่างโชกโชนกุมมือเล็กบางเอาไว้
“น้ำก็จะหางานดีๆ ทำ ตามที่ได้เรียนจบมาจ้ะแม่ น้ำอยากเป็นนางฟ้าที่ทำงานอยู่บนเครื่องบิน เงินเดือนเยอะด้วยนะแม่ นี่ถ้าน้ำสมัครเป็นแอร์โฮสเตสได้นะ น้ำจะดีใจมากๆ เลยแหละ” ดวงตาของสาวน้อยเป็นประกายยามที่บอกเล่าถึงอาชีพในฝันของเธอให้กับมารดาฟัง ทำให้นางรำภาต้องมองใบหน้าสวยหวานนั้นด้วยความเอ็นดู
“แม่เชื่อว่าลูกสาวของแม่ต้องทำได้จ้ะ น้ำเป็นเด็กดีแล้วก็ขยันมีความตั้งใจ พยายามนะลูกแม่เอาใจช่วย”
“ขอบคุณค่ะแม่” ร่างบางกอดร่างอวบของมารดาเอาไว้แน่น คงถึงเวลาแล้วที่ลูกสาวอย่างเธอจะต้องตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ที่ชุบเลี้ยงเธอมาตั้งแต่เล็กจนโตเสียที และเธอก็อยากจะสร้างบ้านหลังใหม่ให้กับพ่อแม่อยู่
เพราะบ้านหลังที่อาศัยอยู่นี้เก่าเต็มที สังกะสีก็เริ่มผุกร่อนบ้างแล้ว ฝนตกทีไรต้องเอาด้ามช้อนหรือไม่ก็ด้ามไม้ไผ่ไปสอดไว้ใต้แผ่นสังกะสีเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำฝนหยดลงมาทุกที หรือไม่ก็ต้องเอาหมากฝรั่งที่เคี้ยวแล้วไปแปะที่รูโหว่ของสังกะสีเพื่อป้องกันน้ำรั่วลงสู่พื้นบ้าน
นางรำภากอดร่างเล็กโยกตัวไปมา ในใจของนางก็กำลังคิดถึงเรื่องทุกข์ใจมากมายที่ไม่กล้าบอกกล่าวแก่ลูกสาวในเวลานี้ ด้วยเห็นว่าดุจดาวเพิ่งกลับมาเหนื่อยๆ คงต้องรอให้บุตรสาวได้พักผ่อนสักสองสามวันก่อนแล้วค่อยบอกถึงปัญหาที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่
เพราะถึงยังไงเรื่องพวกนี้มันปิดกันไม่ได้อยู่แล้ว อีกอย่างดุจดาวก็เรียนจบแล้ว นางเชื่อว่าลูกสาวคนโตของนางคนนี้คงจะพอรับฟังปัญหาต่างๆ ของครอบครัวได้
“น้ำ”
“จ๋าแม่”
“อยากออกไปดูสวนส้มของเรามั้ยลูก ตอนนี้มันยังมีดอกมีผลอยู่เลยนะ”
“ไปค่ะแม่ ถ้างั้นน้ำขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแป๊บหนึ่งนะแม่ เดี๋ยวมา” สาวน้อยบอกด้วยความตื่นเต้น เพราะอยากไปดูสวนส้มของพ่อกับแม่เต็มที นางรำภาเพียงพยักหน้ารับพร้อมยิ้มตามร่างเล็กไป
ไม่กี่นาทีต่อมาสาวน้อยบ้านนาก็มาอยู่ในชุดกางเกงยีนส์ขายาว เสื้อเชิ้ตตาหมากรุกแขนยาว พร้อมผ้าขาวม้าลายเดียวกันกับเสื้อเดินยิ้มแป้นออกมาจากห้อง นางรำภาเดินไปหยิบหมวกปีกกว้างใบใหญ่พร้อมรองเท้าบูทสำหรับใส่เดินลุยสวนมาให้ลูกสาว
“นี่จ้ะลูก สวมหมวกแล้วก็ใส่รองเท้านี่ก่อน”
“ขอบคุณค่ะแม่” ร่างบางหยิบหมวกจากมือเหี่ยวๆ ไปสวม และก้มลงสวมรองเท้าบูทสีดำที่ขอบรองเท้าสูงมาถึงหัวเข่าทั้งสองข้างเสร็จแล้วก็เงยหน้าขึ้น
“พร้อมแล้วค่ะแม่ ไปเลย!”
แล้วร่างเล็กในชุดทะมัดมะแมงก็กอดเอวหนาของมารดาเดินไปสวนส้มด้วยกัน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านของพวกเธอนัก ระหว่างทางก็ยังมีวัวควายที่ชาวบ้านเดินจูงเอาไปเลี้ยงที่นาที่ไร่กันหลายตัวเดินตามๆ กันไป
ดุจดาวมองอย่างเพลิดเพลิน เมื่อก่อนครอบครัวของเธอก็เคยเลี้ยงสัตว์พวกนี้ แต่พ่อกับแม่ของเธอก็ขายไปหมดแล้ว เพราะต้องนำเงินไปส่งลูกสาวทั้งสองคนเรียนหนังสือ
เมื่อเดินใกล้ไปถึงสวนส้มของตนเอง ดุจดาวก็มองเห็นสวนส้มของเพื่อนบ้านคนอื่นๆ เต็มไปหมด ไล่ตั้งแต่เชิงเขายันเนินเขาสูงแต่ก็ไม่ถึงกับสูงชันมากสามารถเดินเท้าขึ้นไปได้ แต่ส่วนใหญ่ชาวสวนก็จะขับรถสิบล้อ หรือไม่ก็รถกระบะหรือรถมอเตอร์ไซค์ขึ้นไปสำหรับสวนส้มที่อยู่ลึกเข้าไปอีก
ส่วนใหญ่พื้นที่ปลูกสวนส้มแถวนี้ถูกนายทุนกว้านซื้อไปจนเกือบหมดแล้ว ก็เหลือเพียงชาวบ้านไม่กี่คนเท่านั้นที่ยังพอมีสวนส้มเป็นของตนเอง แต่ก็เป็นเพียงพื้นที่เล็กน้อยพอที่จะเลี้ยงปากเลี้ยงท้องคนในครอบครัวได้เท่านั้น
สวนส้มที่นี่ส่วนใหญ่ชาวสวนนิยมปลูกส้มพันธุ์สายน้ำผึ้งกัน เพราะให้รสชาติที่หวานและผลก็สวยด้วย ได้ราคาดีเป็นที่ต้องการของตลาด แต่บางครั้งในบางฤดูกาล ส้มสายน้ำผึ้งก็กลายมาเป็นส้มสายน้ำตาสำหรับชาวบ้านที่ขาดทุนเนื่องจากฟ้าฝนไม่เป็นใจ ทำให้ดอกร่วงไม่ติดผลและแมลงศัตรูพืชเยอะ หรือส้มที่ได้มีรสชาติและขนาดของผลไม่ได้ตรงตามมาตรฐานที่ตลาดต้องการ
“ว้าว! ถึงสวนส้มของเราแล้ว” ร่างบอบบางกระโดดโลดเต้นเข้าไปในสวนส้มเหมือนเด็กๆ ได้ของเล่นถูกใจ แต่แล้วก็ต้องสะดุดกับขนาดของผลส้มที่ได้เห็น
“แม่ๆ!” เสียงใสๆ ร้องตะโกนขึ้น
“มีอะไรน้ำ เสียงดังเชียว” นางรำภารีบเดินเข้ามาหาบุตรสาว
“แม่ดูนี่สิ ทำไมส้มมันลูกเล็กจัง ไหนลองแกะกินดูซิ” แล้วมือเล็กก็รีบปลอกเปลือกและแกะกินเนื้อในทันที
“อื้อหือ ทำไมมันเปรี้ยวแบบนี้ล่ะแม่” ดวงตาคู่สวยหลิ่วตาเพราะความเปรี้ยวจี๊ดของผลไม้ที่ขึ้นชื่อว่าหวานที่สุด
นางรำภาต้องถอนหายใจยาวก่อนที่จะเล่าเกี่ยวกับผลผลิตของส้มสายน้ำผึ้งปีนี้ให้ลูกสาวฟังด้วยใบหน้าที่หม่นลงเล็กน้อย
“ปีนี้ฝนตกชุก ทำให้น้ำท่วมขังหลายวัน ส่งผลให้ผลผลิตที่ได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย พอปุ๋ยที่เราให้ถูกชะล้างออกไปก็ทำให้ส้มไม่ค่อยมีคุณภาพ ราคาก็ต่ำลงจนไม่ได้ทุนคืน ส้มที่เหลือก็ขายออกแทบไม่ได้ ที่พอขายได้บ้างก็ต้องคัดแล้วคัดอีก แล้วที่เห็นนี่ก็คงขายไม่ค่อยได้ราคาเท่าไหร่”
Chapter 2
ดุจดาวยืนฟังแม่พูดด้วยความรู้สึกรันทดใจไม่น้อย สวนส้มแห่งนี้พ่อแม่ของเธออุตส่าห์ลงทุนลงแรงไปตั้งเท่าไหร่ แต่กลับได้รับผลตอบแทนที่ต่ำเหลือเกิน
“แล้วเราไม่คิดที่จะปลูกพืชอย่างอื่นเหรอแม่”
“คิดอยู่เหมือนกัน แต่เราจะเอาเงินที่ไหนมาเป็นทุนล่ะลูก”
นางอยากจะบอกเหลือเกินว่าตอนนี้ก็ยังเป็นหนี้เขาอยู่ เพราะเอาเงินมาใช้ก่อน เพราะนางกับสามีคิดว่าถ้าเก็บส้มขายได้หมดก็คงจะมีเงินไปผ่อนใช้เขาตามกำหนด นี่แม้กระทั่งดอกเบี้ยก็ยังจะไม่มีจ่ายเขา
ที่สำคัญนางกับสามีก็ผลัดเจ้าหนี้มาหลายเดือนแล้วด้วย แต่ก็กลัวว่าบุตรสาวจะไม่สบายใจ คนเป็นแม่เลยเลือกที่จะไม่พูดต่อ มืออวบอูมตบบ่าเล็กเบาๆ เหมือนไม่อยากให้คิดมาก
“ป๊ะ ไปดูพ่อทำอะไรตรงโน้นดีกว่าลูก”
ร่างบางเดินตามมารดาของตนไป ในใจก็ครุ่นคิดถึงสิ่งที่แม่ของเธอเพิ่งพูดจบลงเมื่อครู่ด้วยความกังวลใจ หญิงสาวคิดว่าแม่ของเธอยังคงมีเรื่องอื่นที่ยังไม่ได้บอกเธอแน่ แค่ดูตาก็พอจะเดาออกว่า มารดาของเธอยังมีเรื่องทุกข์ใจมากกว่านั้น
หลังจากกลับมาจากสวนส้ม สามพ่อแม่ลูกก็ต้องมาพบกับแขกที่ไม่ได้รับเชิญมายืนรออยู่ที่หน้าบ้าน นายบุญส่งกับนางรำภาดูท่าทางตกใจไม่น้อย
สีหน้าของสองสามีภรรยาซีดเผือดเมื่อประสานสายตากับเจ้าหนี้ที่เคยผัดผ่อนหนี้เขามานานหลายเดือน ทั้งๆ ที่ยังไม่อยากบอกความจริงเรื่องหนี้สินให้ลูกสาวรู้วันนี้ แต่ว่าตอนนี้คงห้ามไม่ทันแล้ว
“ป้า ผู้ใหญ่สิงห์ให้มาทวงหนี้ ว่าไง...จะจ่ายหรือไม่จ่าย” สมุนของผู้ใหญ่สิงห์คนหนึ่งรูปร่างสูงใหญ่กำยำหน้าตาโหดเหี้ยมถามสองสามีภรรยาด้วยสีหน้าถมึงทึง
“คือว่า...ตอนนี้เรายังไม่มีเงินจ้ะ เอ่อ...ขอเวลาพวกเราอีกสักสามเดือนจะได้ไหมจ๊ะ” นางรำภากล่าวขอร้องด้วยน้ำเสียงวิงวอน
“ไม่ได้! ผู้ใหญ่สั่งมา” ชายฉกรรจ์อีกคนหนึ่งตะคอกเสียงเหี้ยม
“แต่ว่าตอนนี้พวกเรายังไม่มีเงินจริงๆ นะพ่อหนุ่ม” นายบุญส่งพยายามยืนยันตามที่ภรรยาของเขาพูดไปเมื่อสักครู่
“นี่มันอะไรกันคะ พ่อ...แม่ พวกเขามาทวงหนี้อะไรกันแล้วมันเท่าไหร่จ๊ะ”
ดุจดาวยืนฟังการสนทนาของทั้งสองฝ่ายก็รู้สึกตกใจไม่น้อย ยิ่งเห็นสีหน้าพ่อกับแม่ของเธอ ก็ยิ่งรู้สึกกังวลใจและหวาดหวั่นใจมากขึ้นเมื่อสองเสือร้ายเริ่มใช้สายตาแทะโลมเธออย่างจาบจ้วง
“นี่คงเป็นลูกสาวของป้าสินะ สวยไม่เบาเลยนะน้องสาว มาเป็นเมียพี่มั้ยน้องแล้วพี่จะช่วยขัดหนี้ให้ ฮ่าๆ ๆ” แล้วไอ้วายร้ายสองคนนั่นก็หัวเราะขึ้นพร้อมกัน
ร่างบางรีบหลบไปด้านหลังของมารดาทันที แล้วจ้องมองพวกมันอย่างกล้าๆ กลัวๆ หล่อนเกลียดนักไอ้พวกที่ปล่อยเงินกู้แล้วชอบมารีดไถกับชาวบ้านด้วยดอกเบี้ยที่สูงลิบ
ที่สำคัญ...พวกมันไม่มีความเห็นอกเห็นใจชาวบ้านจนๆ ที่ต้องตากแดดหน้าดำทำนาทำสวนหาเงินไปใช้พวกมันสักนิดเลย ไม่รู้ว่าจะขูดเลือดขูดเนื้อกันไปถึงไหน
เมื่อเห็นว่ามีสาวสวยที่จะสามารถนำไปขัดดอกให้กับผู้ใหญ่สิงห์ได้ ไอ้วายร้ายสองตัวนั่นก็มองหน้ากันอย่างครุ่นคิดนิดหนึ่ง ก่อนที่จะมองมาทางเหยื่อสาวที่ตกเป็นเป้าหมายใหม่ที่โดนใจกว่าด้วยนัยน์ตาเป็นมัน และพวกมันสองคนก็เชื่อว่าเจ้านายของพวกมันก็คงต้องชอบดอกเบี้ยแสนสวยนี้อย่างแน่นอน
“ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นอีกสามวัน ถ้ายังไม่มีเงินไปใช้หนี้ พวกเราจะให้ผู้ใหญ่สิงห์มาเจรจาด้วยตัวเอง” ลูกน้องผู้ใหญ่สิงห์คนหนึ่งกล่าว ก่อนที่พวกมันสองคนจะหันหลังเดินกลับไปที่รถกระบะและขับออกไปอย่างรวดเร็ว
อีกแค่สามวัน พวกมันจะมาทวงหนี้อย่างนั้นหรือ ดุจดาวเดินอ้อมไปอยู่ข้างหน้าพ่อกับแม่ นางรำภาจึงต้องจูงมือลูกสาวไปนั่งตรงแคร่ไม้ไผ่หน้าบ้านด้วยท่าทางเหนื่อยใจเป็นที่สุด
ร่างบางมองหน้ามารดานิ่งเหมือนรอคอยสิ่งที่นางกำลังจะเล่าให้ฟัง เมื่อเห็นว่าสามีพยักหน้ารับรู้และเห็นด้วย นางจึงจำเป็นต้องเล่าเรื่องหนี้สินทั้งหมดที่ติดค้างผู้ใหญ่สิงห์ให้ลูกสาวฟังอย่างละเอียด
“เรื่องมันก็เป็นแบบนี้แหละจ้ะน้ำ”
นางรำภามองหน้าบุตรสาวด้วยความเป็นห่วง นางจำสายตาของสองคนนั้นได้ พวกมันมองดุจดาวเหมือนกำลังคิดไม่ดีอะไรสักอย่าง และนางก็สังหรณ์ใจเหลือเกินว่าอีกสามวันข้างหน้าที่จะถึงนี้ ต้องมีเรื่องให้กังวลใจมากกว่านี้แน่
“ไม่เป็นไรจ้ะแม่ อีกสามวันน้ำจะลองเจรจากับเจ้าหนี้ของแม่ดู เผื่อว่าพวกมันจะเห็นใจพวกเราบ้าง นะจ๊ะแม่”
“โธ่น้ำ น้ำยังไม่รู้จักผู้ใหญ่สิงห์ ใครๆ ก็รู้ว่าเขาชอบสาวๆ สวยๆ ขนาดไหน แม่เป็นห่วงน้ำมากเหลือเกินลูก แม่จะทำยังไงดี”
แววตาที่แสนอ่อนโยนมองหน้าลูกสาวสุดที่รักด้วยความห่วงใยเหลือแสนและรู้สึกผิดที่ตนเองไม่น่าไปกู้หนี้ยืมสินเขามาลงทุนทำนาทำสวนเลย ไม่น่าเลยจริงๆ
ภายในเวลาแค่สามวัน ชาวสวนจนๆ อย่างพวกนางจะหาเงินที่ไหนไปใช้หนี้ตั้งแปดเก้าหมื่น รวมดอกด้วยก็คงจะมากกว่าเกือบเท่าตัว เพราะค้างเขามาหลายงวดแล้ว และทางเดียวที่จะใช้หนี้ได้ก็คือ ต้องเอาที่สวนไปเข้าจำนองธนาคารหรือไม่ก็เอาบ้านไปจำนอง แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่า โฉนดที่บ้านกับที่สวนได้เอาไปจำนองผู้ใหญ่สิงห์ไว้ทั้งหมด เพราะความซื่อเกินไปไม่ทันได้คิดหน้าคิดหลัง
สีหน้าที่เป็นกังวลของพ่อกับแม่ไม่อาจหลุดพ้นจากการสังเกตของดุจดาวไปได้ โดยเฉพาะแววตาท่าทางที่อมทุกข์ของผู้เป็นแม่ที่ไม่อาจจะปกปิดลูกสาวได้ ก็ทำให้ดุจดาวต้องพยายามเค้นหาความจริงทุกอย่างจากปากของมารดา และก็ได้รู้ว่าปัญหาคราวนี้หนักหนาสาหัสจริงๆ แทบจะมองไม่เห็นทางออกเลย
ดุจดาวพยายามโทรขอความช่วยเหลือผู้เป็นอาสาวที่หล่อนเคยไปอาศัยอยู่ด้วยช่วงที่ยังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ แต่คำตอบที่ได้รับกลับเป็นคำปฏิเสธที่ไร้เยื่อใย นี่ขนาดญาติกันแท้ๆ ยังพึ่งพาอาศัยกันไม่ได้ แล้วพวกเธอยังจะสามารถพึ่งพาใครได้อีก เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น ก็คงต้องรอเวลาในการเจรจากับเจ้าหนี้อีกครั้งเพื่อขอผ่อนผัน แต่มันคงเป็นไปได้ยากเหลือเกิน
“แล้วเราไม่คิดที่จะปลูกพืชอย่างอื่นเหรอแม่”
“คิดอยู่เหมือนกัน แต่เราจะเอาเงินที่ไหนมาเป็นทุนล่ะลูก”
นางอยากจะบอกเหลือเกินว่าตอนนี้ก็ยังเป็นหนี้เขาอยู่ เพราะเอาเงินมาใช้ก่อน เพราะนางกับสามีคิดว่าถ้าเก็บส้มขายได้หมดก็คงจะมีเงินไปผ่อนใช้เขาตามกำหนด นี่แม้กระทั่งดอกเบี้ยก็ยังจะไม่มีจ่ายเขา
ที่สำคัญนางกับสามีก็ผลัดเจ้าหนี้มาหลายเดือนแล้วด้วย แต่ก็กลัวว่าบุตรสาวจะไม่สบายใจ คนเป็นแม่เลยเลือกที่จะไม่พูดต่อ มืออวบอูมตบบ่าเล็กเบาๆ เหมือนไม่อยากให้คิดมาก
“ป๊ะ ไปดูพ่อทำอะไรตรงโน้นดีกว่าลูก”
ร่างบางเดินตามมารดาของตนไป ในใจก็ครุ่นคิดถึงสิ่งที่แม่ของเธอเพิ่งพูดจบลงเมื่อครู่ด้วยความกังวลใจ หญิงสาวคิดว่าแม่ของเธอยังคงมีเรื่องอื่นที่ยังไม่ได้บอกเธอแน่ แค่ดูตาก็พอจะเดาออกว่า มารดาของเธอยังมีเรื่องทุกข์ใจมากกว่านั้น
หลังจากกลับมาจากสวนส้ม สามพ่อแม่ลูกก็ต้องมาพบกับแขกที่ไม่ได้รับเชิญมายืนรออยู่ที่หน้าบ้าน นายบุญส่งกับนางรำภาดูท่าทางตกใจไม่น้อย
สีหน้าของสองสามีภรรยาซีดเผือดเมื่อประสานสายตากับเจ้าหนี้ที่เคยผัดผ่อนหนี้เขามานานหลายเดือน ทั้งๆ ที่ยังไม่อยากบอกความจริงเรื่องหนี้สินให้ลูกสาวรู้วันนี้ แต่ว่าตอนนี้คงห้ามไม่ทันแล้ว
“ป้า ผู้ใหญ่สิงห์ให้มาทวงหนี้ ว่าไง...จะจ่ายหรือไม่จ่าย” สมุนของผู้ใหญ่สิงห์คนหนึ่งรูปร่างสูงใหญ่กำยำหน้าตาโหดเหี้ยมถามสองสามีภรรยาด้วยสีหน้าถมึงทึง
“คือว่า...ตอนนี้เรายังไม่มีเงินจ้ะ เอ่อ...ขอเวลาพวกเราอีกสักสามเดือนจะได้ไหมจ๊ะ” นางรำภากล่าวขอร้องด้วยน้ำเสียงวิงวอน
“ไม่ได้! ผู้ใหญ่สั่งมา” ชายฉกรรจ์อีกคนหนึ่งตะคอกเสียงเหี้ยม
“แต่ว่าตอนนี้พวกเรายังไม่มีเงินจริงๆ นะพ่อหนุ่ม” นายบุญส่งพยายามยืนยันตามที่ภรรยาของเขาพูดไปเมื่อสักครู่
“นี่มันอะไรกันคะ พ่อ...แม่ พวกเขามาทวงหนี้อะไรกันแล้วมันเท่าไหร่จ๊ะ”
ดุจดาวยืนฟังการสนทนาของทั้งสองฝ่ายก็รู้สึกตกใจไม่น้อย ยิ่งเห็นสีหน้าพ่อกับแม่ของเธอ ก็ยิ่งรู้สึกกังวลใจและหวาดหวั่นใจมากขึ้นเมื่อสองเสือร้ายเริ่มใช้สายตาแทะโลมเธออย่างจาบจ้วง
“นี่คงเป็นลูกสาวของป้าสินะ สวยไม่เบาเลยนะน้องสาว มาเป็นเมียพี่มั้ยน้องแล้วพี่จะช่วยขัดหนี้ให้ ฮ่าๆ ๆ” แล้วไอ้วายร้ายสองคนนั่นก็หัวเราะขึ้นพร้อมกัน
ร่างบางรีบหลบไปด้านหลังของมารดาทันที แล้วจ้องมองพวกมันอย่างกล้าๆ กลัวๆ หล่อนเกลียดนักไอ้พวกที่ปล่อยเงินกู้แล้วชอบมารีดไถกับชาวบ้านด้วยดอกเบี้ยที่สูงลิบ
ที่สำคัญ...พวกมันไม่มีความเห็นอกเห็นใจชาวบ้านจนๆ ที่ต้องตากแดดหน้าดำทำนาทำสวนหาเงินไปใช้พวกมันสักนิดเลย ไม่รู้ว่าจะขูดเลือดขูดเนื้อกันไปถึงไหน
เมื่อเห็นว่ามีสาวสวยที่จะสามารถนำไปขัดดอกให้กับผู้ใหญ่สิงห์ได้ ไอ้วายร้ายสองตัวนั่นก็มองหน้ากันอย่างครุ่นคิดนิดหนึ่ง ก่อนที่จะมองมาทางเหยื่อสาวที่ตกเป็นเป้าหมายใหม่ที่โดนใจกว่าด้วยนัยน์ตาเป็นมัน และพวกมันสองคนก็เชื่อว่าเจ้านายของพวกมันก็คงต้องชอบดอกเบี้ยแสนสวยนี้อย่างแน่นอน
“ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นอีกสามวัน ถ้ายังไม่มีเงินไปใช้หนี้ พวกเราจะให้ผู้ใหญ่สิงห์มาเจรจาด้วยตัวเอง” ลูกน้องผู้ใหญ่สิงห์คนหนึ่งกล่าว ก่อนที่พวกมันสองคนจะหันหลังเดินกลับไปที่รถกระบะและขับออกไปอย่างรวดเร็ว
อีกแค่สามวัน พวกมันจะมาทวงหนี้อย่างนั้นหรือ ดุจดาวเดินอ้อมไปอยู่ข้างหน้าพ่อกับแม่ นางรำภาจึงต้องจูงมือลูกสาวไปนั่งตรงแคร่ไม้ไผ่หน้าบ้านด้วยท่าทางเหนื่อยใจเป็นที่สุด
ร่างบางมองหน้ามารดานิ่งเหมือนรอคอยสิ่งที่นางกำลังจะเล่าให้ฟัง เมื่อเห็นว่าสามีพยักหน้ารับรู้และเห็นด้วย นางจึงจำเป็นต้องเล่าเรื่องหนี้สินทั้งหมดที่ติดค้างผู้ใหญ่สิงห์ให้ลูกสาวฟังอย่างละเอียด
“เรื่องมันก็เป็นแบบนี้แหละจ้ะน้ำ”
นางรำภามองหน้าบุตรสาวด้วยความเป็นห่วง นางจำสายตาของสองคนนั้นได้ พวกมันมองดุจดาวเหมือนกำลังคิดไม่ดีอะไรสักอย่าง และนางก็สังหรณ์ใจเหลือเกินว่าอีกสามวันข้างหน้าที่จะถึงนี้ ต้องมีเรื่องให้กังวลใจมากกว่านี้แน่
“ไม่เป็นไรจ้ะแม่ อีกสามวันน้ำจะลองเจรจากับเจ้าหนี้ของแม่ดู เผื่อว่าพวกมันจะเห็นใจพวกเราบ้าง นะจ๊ะแม่”
“โธ่น้ำ น้ำยังไม่รู้จักผู้ใหญ่สิงห์ ใครๆ ก็รู้ว่าเขาชอบสาวๆ สวยๆ ขนาดไหน แม่เป็นห่วงน้ำมากเหลือเกินลูก แม่จะทำยังไงดี”
แววตาที่แสนอ่อนโยนมองหน้าลูกสาวสุดที่รักด้วยความห่วงใยเหลือแสนและรู้สึกผิดที่ตนเองไม่น่าไปกู้หนี้ยืมสินเขามาลงทุนทำนาทำสวนเลย ไม่น่าเลยจริงๆ
ภายในเวลาแค่สามวัน ชาวสวนจนๆ อย่างพวกนางจะหาเงินที่ไหนไปใช้หนี้ตั้งแปดเก้าหมื่น รวมดอกด้วยก็คงจะมากกว่าเกือบเท่าตัว เพราะค้างเขามาหลายงวดแล้ว และทางเดียวที่จะใช้หนี้ได้ก็คือ ต้องเอาที่สวนไปเข้าจำนองธนาคารหรือไม่ก็เอาบ้านไปจำนอง แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่า โฉนดที่บ้านกับที่สวนได้เอาไปจำนองผู้ใหญ่สิงห์ไว้ทั้งหมด เพราะความซื่อเกินไปไม่ทันได้คิดหน้าคิดหลัง
สีหน้าที่เป็นกังวลของพ่อกับแม่ไม่อาจหลุดพ้นจากการสังเกตของดุจดาวไปได้ โดยเฉพาะแววตาท่าทางที่อมทุกข์ของผู้เป็นแม่ที่ไม่อาจจะปกปิดลูกสาวได้ ก็ทำให้ดุจดาวต้องพยายามเค้นหาความจริงทุกอย่างจากปากของมารดา และก็ได้รู้ว่าปัญหาคราวนี้หนักหนาสาหัสจริงๆ แทบจะมองไม่เห็นทางออกเลย
ดุจดาวพยายามโทรขอความช่วยเหลือผู้เป็นอาสาวที่หล่อนเคยไปอาศัยอยู่ด้วยช่วงที่ยังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ แต่คำตอบที่ได้รับกลับเป็นคำปฏิเสธที่ไร้เยื่อใย นี่ขนาดญาติกันแท้ๆ ยังพึ่งพาอาศัยกันไม่ได้ แล้วพวกเธอยังจะสามารถพึ่งพาใครได้อีก เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น ก็คงต้องรอเวลาในการเจรจากับเจ้าหนี้อีกครั้งเพื่อขอผ่อนผัน แต่มันคงเป็นไปได้ยากเหลือเกิน
Chapter 3
เมื่อครบกำหนดสามวันหลังเลิกงานตอนเย็น ทั้งผู้ใหญ่สิงห์ทั้งลูกชายและลูกสมุนของพวกมันก็มากันพร้อมหน้า เหมือนได้กะเวลาเอาไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้วอย่างแม่นยำ
ดังนั้นสามแม่ลูกจึงไม่แปลกใจเลยที่เห็นเจ้าหนี้ใจหินมานั่งรอยืนรออยู่ที่แคร่ไม้ไผ่หน้าบ้าน พอเจ้าของบ้านมาถึง พวกมันก็พากันลุกเดินเข้ามาหาด้วยท่าทางไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย ออกไปทางขมขู่กันทางสายตาเสียด้วยซ้ำ
“หวัดดี พ่อบุญส่ง” ผู้ใหญ่สิงห์ทักทายลูกหนี้ด้วยเสียงเข้มวางอำนาจ
“เอ่อ...หวัดดีครับผู้ใหญ่” นายบุญส่งยกมือไหว้ผู้อาวุโสกว่าด้วยความกริ่งเกรง
“คงรู้แล้วใช่มั้ย ว่าวันนี้เป็นวันอะไร” สายตาคนพูดมองเลยไปจนถึงใบหน้าสวยหวานของดุจดาวเหยื่อสาวที่คนแก่ตัณหากลับอย่างเขาพอใจเป็นหนักหนา
แค่เมื่อสามวันก่อน เมื่อได้ฟังลูกน้องของเขาเล่าถึงความสวยงามและน่าฟัดของลูกสาวบ้านนี้ ก็ทำให้คนแก่อย่างผู้ใหญ่สิงห์ถึงกับต้องกลืนน้ำลายหลายต่อหลายครั้ง
ยิ่งพอมาเจอตัวจริงของดุจดาววันนี้ ตาแก่ตัณหากลับถึงกับจ้องมองหล่อนไม่วางตาเลยทีเดียว และสิ่งที่เขาอยากได้ในวันนี้คงไม่ใช่เงินแล้วล่ะ แต่น่าจะเป็นของสวยๆ งามๆ ตรงหน้านี้มากกว่า
นายบุญส่งกับนางรำภามองเห็นสายตาที่ผู้ใหญ่สิงห์มองลูกสาวของพวกตนอย่างกับจะกลืนกินแล้วก็ต้องเสียวใจวูบ รู้สึกเป็นห่วงความปลอดภัยของดุจดาวขึ้นมาทันที
“นี่คงเป็นหนูน้ำลูกสาวของแม่รำภากับพ่อบุญส่งสินะ สวยดีนี่” สายตาหื่นจัดสำรวจมองหน้าตารูปร่างของสาวน้อยอย่างประเมิน และจินตนาการไปไกลถึงไหนๆ ก็เกินกว่าที่ทุกคนจะคาดคิด
แต่ที่แน่ๆ มันคงเป็นความคิดที่ร้ายกาจสำหรับสองสามีภรรยาที่ยืนหน้าซีดคู่นี้มากที่สุด
“ผู้ใหญ่สิงห์คะ ได้โปรดผ่อนผันหนี้ให้พวกเราอีกสักครั้งเถอะนะ ตอนนี้พวกเราไม่มีเงินจริงๆ” นางรำภาอ้อนวอนเจ้าหนี้อีกครั้ง
“พ่อครับ ผมว่าผ่อนผันให้กับป้ารำภาเขาเถอะครับ เพื่อเห็นแก่น้องน้ำคนสวย” แล้วสายตาหวานกรุ้มกริ่มก็จ้องมองไปยังใบหน้าหวานใสนั้นอีกครั้งอย่างพึงพอใจ และแอบคิดแผนการร้ายกาจเอาไว้ในใจด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ที่ทอประกายแพรวพราวออกมาจนดุจดาวรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาด้วยความหวาดกลัว เมื่อสบสายตาหื่นกระหายนั่น
ผู้ใหญ่สิงห์หันมามองลูกชายแวบหนึ่ง แล้วก็รู้ในทันทีว่าลูกชายของตนเองต้องการอะไร และต้องการให้เขาจัดการกับเหยื่อสาวคนสวยนี่ยังไง พลันสายตาทรงอำนาจก็ตวัดมาทางลูกหนี้สองผัวเมียอีกครั้ง เมื่อคิดคำนวณได้ว่าสิ่งที่เขากำลังจะต่อรองนี้มันคุ้มแสนคุ้ม ไม่มีทางขาดทุนแน่นอน
“ก็ได้ เพื่อเห็นแก่ลูกชายของฉัน ฉันจะให้เวลาแม่รำภาอีกสามวัน ให้หาเงินมาใช้หนี้ฉันทั้งต้นทั้งดอก รวมทั้งหมดสองแสนบาท ถ้าครบกำหนดสามวันเมื่อไหร่ แล้วไม่มีเงินมาใช้หนี้ หนูน้ำจะต้องแต่งงานกับเรืองเดชลูกชายของฉันทันที ตกลงตามนี้นะ”
“ผู้ใหญ่สิงห์!”
สองสามีภรรยาอุทานขึ้นมาพร้อมกันด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดลงมากกว่าเดิม ด้วยไม่คิดว่าเหตุการณ์มันจะกลับตาลปัตรแบบนี้ แต่ก็รู้สึกสังหรณ์ใจมาก่อนหน้านี้บ้างแล้วเหมือนกัน
เมื่อคล้อยหลังเจ้าหนี้ที่มาทวงเงิน นางรำภาก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น เพราะไม่คาดคิดว่าเรื่องทุกอย่างมันจะเลวร้ายถึงเพียงนี้ ทั้งที่ติดหนี้เขาไม่ถึงแสนแต่ทบต้นทบดอกแล้วปาไปสองแสนมันเป็นอะไรที่คาดไม่ถึงจริงๆ ไม่คิดว่าผู้ใหญ่สิงห์จะเป็นคนหน้าเลือดขนาดนี้ ที่สำคัญการชำระหนี้ครั้งนี้ก็มีชีวิตของลูกสาวนางเป็นเดิมพันด้วยนี่สิมันน่าเศร้าใจเป็นที่สุด
“น้ำ แม่ขอโทษนะลูก แม่ไม่คิดว่าเรื่องมันจะเป็นแบบนี้ แม่ขอโทษจ้ะลูก”
“โธ่แม่คะ แม่อย่าโทษตัวเองสิคะ เราต้องโทษไอ้พวกเจ้าหนี้หน้าเลือดนั่นต่างหาก ที่มันคิดจะกลั่นแกล้งให้เราจนตรอก แม่อย่าร้องไห้เลยนะ เรามาช่วยกันคิดหาทางแก้ไขกันดีกว่าจ้ะ”
“พ่อก็ต้องขอโทษน้ำเหมือนกันนะลูก พ่อคิดว่าการลงทุนทำสวนส้มน่าจะได้กำไรบ้าง แต่ปีนี้มันโชคไม่ดีจริงๆ พ่อมันไม่ดีเอง และพ่อผิดเองที่เป็นต้นคิดไปยืมเงินผู้ใหญ่สิงห์เขา ทั้งๆ ที่แม่ของลูกก็เตือนพ่อแล้ว แต่พ่อไม่ฟังแม่เขาเอง”
“โธ่ พ่อจ๋า พ่อเลิกโทษตัวเองเถอะจ้ะมันเป็นเหตุสุดวิสัย เรายังพอมีเวลาอีกตั้งสองสามวันที่จะหาเงินไปใช้หนี้พวกมัน เดี๋ยวน้ำจะหาทางช่วยพ่อกับแม่เองนะจ้ะ”
ดุจดาวตั้งใจอย่างที่พูดจริงๆ ตั้งแต่ก่อนกลับมาบ้านแล้วที่หล่อนตั้งใจแน่วแน่ ว่าหลังจากที่ตนเองเรียนจบแล้ว หล่อนก็จะเริ่มต้นหางานดีๆ ทำ และได้ทำงานที่เธอใฝ่ฝันอยากจะทำด้วย นั่นคือการได้เป็นนางฟ้าบนเครื่องบิน
แต่ทว่าในวินาทีนี้หล่อนจะทำเช่นไรถึงจะหาเงินก้อนโตมาเพื่อใช้หนี้ให้พ่อกับแม่
“แล้วน้ำจะไปหาเงินที่ไหนตั้งสองแสนภายในเวลาอันรวดเร็วแบบนี้ล่ะลูก เราไม่มีญาติที่ไหนที่จะพึ่งพาได้เลยนะในตอนนี้”
นางรำภาบอกกล่าวบุตรสาวมากกว่าที่จะเป็นการถามออกไปตรงๆ ด้วยรู้ว่าดุจดาวเองก็เพิ่งเรียนจบมาและยังไม่มีงานทำ
“น้ำยังมีเพื่อนค่ะแม่ บางที...น้ำอาจขอยืมเงินจากพวกเขาได้” ประกายตาสดใสดูมีความหวังขึ้นมาเล็กน้อย แต่แล้วร่างบางก็นิ่งงันเพราะคิดได้ว่าเพื่อนสนิทของตัวเองแต่ละคนก็กู้ยืมเงินเรียนกันทั้งนั้น
สาวน้อยแอบถอนหายใจเบาๆ แต่ก็พยายามทำสีหน้าให้มีความหวังมากที่สุดเพื่อที่จะเป็นหลักให้พ่อกับแม่ถึงแม้ว่านาทีนี้ตัวเธอเองก็ยังหาทางออกไม่เจอ
“เข้าบ้าน อาบน้ำอาบท่า แล้วหาข้าวหาปลากินกันก่อนนะ เดี๋ยวเราค่อยมาคุยเรื่องนี้กันใหม่”
นายบุญส่งรีบพูดตัดบทพักเรื่องหนี้ไว้ชั่วคราว เพราะถ้ายังพูดเรื่องหนี้ต่อตอนนี้ก็คงยาว
“จ้าพ่อ”
สองแม่ลูกเดินตามหัวหน้าครอบครัวเข้าไปในบ้าน วันนี้นอกจากทุกคนจะเหนื่อยกายแล้ว ก็ยังต้องเหนื่อยใจอีกเป็นเท่าทวีคูณ
หลังจากที่ทุกคนทานข้าวกันเรียบร้อยแล้ว ดุจดาวก็ขอตัวแยกไปนอนในห้องนอนของตัวเองอีกห้อง
เพราะคืนนี้หล่อนมีเรื่องให้ต้องคิดมาก และไม่อยากแสดงสีหน้าที่หม่นหมองให้พ่อกับแม่เห็น ลำพังท่านทั้งสองก็ทุกข์ใจมากพอแล้ว ถ้าให้ต้องมาเห็นใบหน้าที่อมทุกข์ของเธอยิ่งจะไปกันใหญ่ พาลจะนอนไม่หลับกันพอดี
ร่างบอบบางที่ยืนอยู่ริมหน้าต่าง แหงนเงยขึ้นมองบนท้องฟ้า พระจันทร์ที่ลอยอยู่บนนั้นจะรู้หรือเปล่านะ ว่าตอนนี้เธอทุกข์ใจมากแค่ไหน สิ่งที่เธอตั้งใจไว้จะสำเร็จหรือเปล่า และสิ่งที่หล่อนกำลังคิดจะทำในตอนนี้มันเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วหรือ
โทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กถูกกำไว้ในมือเรียวเล็ก ส่วนมือบางอีกข้างก็ถือกระดาษแผ่นเล็กๆ ไว้ในมือ มันคือนามบัตรของใครคนหนึ่ง พลันสมองของหญิงสาวก็นึกไปถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาไม่กี่อาทิตย์นี้ ภาพทุกอย่างยังคงชัดเจน
“อุ๊ย!” ร่างบางเซจนเกือบล้ม เมื่อถูกร่างสูงตระหง่านของใครบางคนเดินมาชน ดีที่วงแขนแข็งแรงนั้นเกี่ยวร่างของเธอไว้ได้ทันก่อนที่สาวน้อยจะหงายหลังล้มลงไม่เป็นท่า
“เอ่อ ขอโทษนะครับ ผมรีบไปหน่อย คุณไม่เป็นอะไรนะ” เสียงทุ้มไพเราะหูเอ่ยออกมาอย่างสำนึกผิด
“มะ...ไม่เป็นไรค่ะ” หญิงสาวยิ้มบางๆ แต่ก็ต้องตะลึงมองใบหน้าที่อยู่ใกล้เธอแค่คืบ แววตาของเขาเหมือนมีกระแสไฟฟ้าหลายพันโวลต์วิ่งเข้าสู่ร่าง ร่างกายมันร้อนวูบวาบยังไงพิกล พาลทำให้แก้มนวลสองข้างร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างควบคุมไม่อยู่
ชายหนุ่มเองก็ตะลึงมองใบหน้าหวานละมุนที่แดงระเรื่อน่ามองนั้นนานหลายวินาทีเช่นกัน ก่อนที่ร่างของทั้งสองจะรีบผละออกจากกัน ท่ามกลางสายตาของคนที่หันมามองกันเป็นตาเดียว
เมื่อร่างสูงใหญ่เดินออกไป พลันสายตาคู่สวยก็ก้มลงไปเห็นโทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่งตกอยู่ที่พื้น ดุจดาวก้มลงเก็บขึ้นมาดูก็พอจะรู้ว่ามือถือเครื่องนี้ราคาแพงลิบทีเดียวล่ะ และมันคงเป็นของใครไปไม่ได้นอกจากของเขา แต่กว่าจะหันไปมองชายนิรนามคนนั้นอีกครั้งเขาก็หายไปแล้ว และหล่อนจะตามเอามือถือไปคืนเขาที่ไหนล่ะ
เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมงกว่าๆ ก็มีเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์เครื่องที่ดุจดาวเก็บได้ หญิงสาวมองหน้าจอมือถือครู่หนึ่งก็กดรับสาย
“สวัสดีค่ะ”
“เอ่อ ขอโทษนะครับ ไม่ทราบว่าคุณเก็บมือถือของผมได้ใช่มั้ยครับ” เสียงที่เพิ่งคุ้นเคยถามกลับมาอย่างสุภาพ
“ใช่ค่ะ ดิฉันตั้งใจจะเอาไปคืนคุณ แต่ไม่รู้ว่าคุณอยู่ที่ไหน”
“ขอบคุณมากนะครับ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวผมไปเอาเอง ว่าแต่คุณอยู่ที่ไหนครับตอนนี้”
“ฉันนั่งรอคุณอยู่ที่ๆ คุณชนฉันเมื่อครู่นี้แหละค่ะ ตรงที่นั่งพักแถวๆ นั้น”
“โอเคครับ อีกสิบนาที ผมจะรีบไปหาคุณ”
“ค่ะ”
สิบนาทีผ่านไปก็ปรากฏร่างสูงใหญ่โดดเด่นของสุภาพบุรุษหนุ่มรูปงามยืนอยู่ตรงหน้าผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังนั่งก้มหน้ามองโทรศัพท์เครื่องเล็กสีดำแวววาวที่อยู่ในมือตัวเองไปมาอย่างเพลิดเพลิน
แต่เมื่อรองเท้าหนังสีน้ำตาลเข้มจัดที่ปรากฏอยู่บนพื้นโดยไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหน แววตาที่ดูสงสัยก็ค่อยๆ ไล่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนมองเห็นใบหน้าคมเข้มหล่อเหลาราวเทพบุตรนั้นได้อย่างชัดเจน แล้วหล่อนก็จำได้แม่นทีเดียว...เขานั่นเอง ร่างเล็กยืนขึ้นทันที แล้วยื่นมือถือส่งให้เจ้าของ
“นี่ค่ะ”
มือเรียวใหญ่ยื่นมารับมือถือของตนเองอย่างสุภาพ
“ขอบคุณมากครับ”
“เอ่อ...เดี๋ยวสิคุณ!”
ร่างเพรียวระหงตั้งท่าจะเดินหนีไป แต่ก็ถูกเสียงอันทรงพลังเรียกเอาไว้ สาวน้อยหยุดเดินกะทันหันแล้วหันมองกลับมาทางเดิม ก็เห็นเขาเดินเข้ามาหา
“นี่ครับ นามบัตรของผม ถ้าคุณมีเรื่องเดือดร้อนอะไร โทรหาผมได้ตลอดเวลา”
ดุจดาวมองผู้ชายตรงหน้าครู่หนึ่งก่อนจะเอื้อมมือไปรับกระดาษแผ่นเล็กมาไว้ในมือ แต่ก็ไม่ค่อยกล้าสบตาเขามากนัก เพราะความประหม่าที่ถูกเขามองหน้าเธอตรงๆ
“ขอบคุณค่ะ” แต่มันไม่จบแค่นั้น มือหนายังล้วงกระเป๋าเงินของเขาออกมาจากกระเป๋ากางเกง แล้วหยิบธนาบัตรแบงค์พันยื่นให้เธอหลายใบ ดุจดาวรู้สึกหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เกิดขึ้น
“ผมให้เพื่อเป็นค่าตอบแทนที่คุณเก็บมือถือของผมได้ครับ”
“ฉันรับเงินของคุณไว้ไม่ได้หรอกค่ะ ฉันต้องการแค่คำขอบคุณเท่านั้น และตอนนี้นามบัตรของคุณฉันก็ไม่อยากรับแล้วด้วย” สาวน้อยกล่าวอย่างแสนงอน เพราะรู้สึกว่าผู้ชายตรงหน้ากำลังดูถูกน้ำใจของเธอ
“เดี๋ยวสิครับคุณ ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำให้คุณรู้สึกไม่ดีนะครับ โอเค...ผมเข้าใจแล้ว นามบัตรของผมรับไปเถอะครับ ถ้าไม่รังเกียจกัน” เขายัดเยียดกระดาษแผ่นเล็กไว้ในอุ้งมือน้อยๆ ของเธออีกครั้ง ด้วยรอยยิ้มที่หญิงสาวไม่อาจปฏิเสธได้
“ฉันขอตัวนะคะ” ก่อนที่ใบหน้าของเธอจะแดงเรื่อมากขึ้นกว่านี้ หญิงสาวต้องรีบเดินหนีไปเสียก่อน ก่อนที่เขาจะรู้ว่าสาวน้อยที่ยังไม่เคยมีรักอย่างเธอ ประหม่าและเขินอายมากแค่ไหนเมื่อถูกเขาจ้องมองด้วยสายตาคมซึ้งแบบนั้น
สายตาคู่สวยกวาดมองตัวอักษรที่แสดงชื่อและนามสกุลที่อยู่มุมขวามือเกือบล่างสุด พร้อมทั้งท่องหมายเลขโทรศัพท์ของเขาในใจ ก่อนที่จะทำอะไรลงไป ใบหน้าสวยหวานปนเศร้าก็แหงนมองดูพระจันทร์ที่ลอยเด่นส่องแสงสว่างไสวนั้นอีกครั้ง ในใจก็นึกภาวนาขอพรต่อจันทร์เจ้าขาด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความหวังและความฝัน
ดังนั้นสามแม่ลูกจึงไม่แปลกใจเลยที่เห็นเจ้าหนี้ใจหินมานั่งรอยืนรออยู่ที่แคร่ไม้ไผ่หน้าบ้าน พอเจ้าของบ้านมาถึง พวกมันก็พากันลุกเดินเข้ามาหาด้วยท่าทางไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย ออกไปทางขมขู่กันทางสายตาเสียด้วยซ้ำ
“หวัดดี พ่อบุญส่ง” ผู้ใหญ่สิงห์ทักทายลูกหนี้ด้วยเสียงเข้มวางอำนาจ
“เอ่อ...หวัดดีครับผู้ใหญ่” นายบุญส่งยกมือไหว้ผู้อาวุโสกว่าด้วยความกริ่งเกรง
“คงรู้แล้วใช่มั้ย ว่าวันนี้เป็นวันอะไร” สายตาคนพูดมองเลยไปจนถึงใบหน้าสวยหวานของดุจดาวเหยื่อสาวที่คนแก่ตัณหากลับอย่างเขาพอใจเป็นหนักหนา
แค่เมื่อสามวันก่อน เมื่อได้ฟังลูกน้องของเขาเล่าถึงความสวยงามและน่าฟัดของลูกสาวบ้านนี้ ก็ทำให้คนแก่อย่างผู้ใหญ่สิงห์ถึงกับต้องกลืนน้ำลายหลายต่อหลายครั้ง
ยิ่งพอมาเจอตัวจริงของดุจดาววันนี้ ตาแก่ตัณหากลับถึงกับจ้องมองหล่อนไม่วางตาเลยทีเดียว และสิ่งที่เขาอยากได้ในวันนี้คงไม่ใช่เงินแล้วล่ะ แต่น่าจะเป็นของสวยๆ งามๆ ตรงหน้านี้มากกว่า
นายบุญส่งกับนางรำภามองเห็นสายตาที่ผู้ใหญ่สิงห์มองลูกสาวของพวกตนอย่างกับจะกลืนกินแล้วก็ต้องเสียวใจวูบ รู้สึกเป็นห่วงความปลอดภัยของดุจดาวขึ้นมาทันที
“นี่คงเป็นหนูน้ำลูกสาวของแม่รำภากับพ่อบุญส่งสินะ สวยดีนี่” สายตาหื่นจัดสำรวจมองหน้าตารูปร่างของสาวน้อยอย่างประเมิน และจินตนาการไปไกลถึงไหนๆ ก็เกินกว่าที่ทุกคนจะคาดคิด
แต่ที่แน่ๆ มันคงเป็นความคิดที่ร้ายกาจสำหรับสองสามีภรรยาที่ยืนหน้าซีดคู่นี้มากที่สุด
“ผู้ใหญ่สิงห์คะ ได้โปรดผ่อนผันหนี้ให้พวกเราอีกสักครั้งเถอะนะ ตอนนี้พวกเราไม่มีเงินจริงๆ” นางรำภาอ้อนวอนเจ้าหนี้อีกครั้ง
“พ่อครับ ผมว่าผ่อนผันให้กับป้ารำภาเขาเถอะครับ เพื่อเห็นแก่น้องน้ำคนสวย” แล้วสายตาหวานกรุ้มกริ่มก็จ้องมองไปยังใบหน้าหวานใสนั้นอีกครั้งอย่างพึงพอใจ และแอบคิดแผนการร้ายกาจเอาไว้ในใจด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ที่ทอประกายแพรวพราวออกมาจนดุจดาวรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาด้วยความหวาดกลัว เมื่อสบสายตาหื่นกระหายนั่น
ผู้ใหญ่สิงห์หันมามองลูกชายแวบหนึ่ง แล้วก็รู้ในทันทีว่าลูกชายของตนเองต้องการอะไร และต้องการให้เขาจัดการกับเหยื่อสาวคนสวยนี่ยังไง พลันสายตาทรงอำนาจก็ตวัดมาทางลูกหนี้สองผัวเมียอีกครั้ง เมื่อคิดคำนวณได้ว่าสิ่งที่เขากำลังจะต่อรองนี้มันคุ้มแสนคุ้ม ไม่มีทางขาดทุนแน่นอน
“ก็ได้ เพื่อเห็นแก่ลูกชายของฉัน ฉันจะให้เวลาแม่รำภาอีกสามวัน ให้หาเงินมาใช้หนี้ฉันทั้งต้นทั้งดอก รวมทั้งหมดสองแสนบาท ถ้าครบกำหนดสามวันเมื่อไหร่ แล้วไม่มีเงินมาใช้หนี้ หนูน้ำจะต้องแต่งงานกับเรืองเดชลูกชายของฉันทันที ตกลงตามนี้นะ”
“ผู้ใหญ่สิงห์!”
สองสามีภรรยาอุทานขึ้นมาพร้อมกันด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดลงมากกว่าเดิม ด้วยไม่คิดว่าเหตุการณ์มันจะกลับตาลปัตรแบบนี้ แต่ก็รู้สึกสังหรณ์ใจมาก่อนหน้านี้บ้างแล้วเหมือนกัน
เมื่อคล้อยหลังเจ้าหนี้ที่มาทวงเงิน นางรำภาก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น เพราะไม่คาดคิดว่าเรื่องทุกอย่างมันจะเลวร้ายถึงเพียงนี้ ทั้งที่ติดหนี้เขาไม่ถึงแสนแต่ทบต้นทบดอกแล้วปาไปสองแสนมันเป็นอะไรที่คาดไม่ถึงจริงๆ ไม่คิดว่าผู้ใหญ่สิงห์จะเป็นคนหน้าเลือดขนาดนี้ ที่สำคัญการชำระหนี้ครั้งนี้ก็มีชีวิตของลูกสาวนางเป็นเดิมพันด้วยนี่สิมันน่าเศร้าใจเป็นที่สุด
“น้ำ แม่ขอโทษนะลูก แม่ไม่คิดว่าเรื่องมันจะเป็นแบบนี้ แม่ขอโทษจ้ะลูก”
“โธ่แม่คะ แม่อย่าโทษตัวเองสิคะ เราต้องโทษไอ้พวกเจ้าหนี้หน้าเลือดนั่นต่างหาก ที่มันคิดจะกลั่นแกล้งให้เราจนตรอก แม่อย่าร้องไห้เลยนะ เรามาช่วยกันคิดหาทางแก้ไขกันดีกว่าจ้ะ”
“พ่อก็ต้องขอโทษน้ำเหมือนกันนะลูก พ่อคิดว่าการลงทุนทำสวนส้มน่าจะได้กำไรบ้าง แต่ปีนี้มันโชคไม่ดีจริงๆ พ่อมันไม่ดีเอง และพ่อผิดเองที่เป็นต้นคิดไปยืมเงินผู้ใหญ่สิงห์เขา ทั้งๆ ที่แม่ของลูกก็เตือนพ่อแล้ว แต่พ่อไม่ฟังแม่เขาเอง”
“โธ่ พ่อจ๋า พ่อเลิกโทษตัวเองเถอะจ้ะมันเป็นเหตุสุดวิสัย เรายังพอมีเวลาอีกตั้งสองสามวันที่จะหาเงินไปใช้หนี้พวกมัน เดี๋ยวน้ำจะหาทางช่วยพ่อกับแม่เองนะจ้ะ”
ดุจดาวตั้งใจอย่างที่พูดจริงๆ ตั้งแต่ก่อนกลับมาบ้านแล้วที่หล่อนตั้งใจแน่วแน่ ว่าหลังจากที่ตนเองเรียนจบแล้ว หล่อนก็จะเริ่มต้นหางานดีๆ ทำ และได้ทำงานที่เธอใฝ่ฝันอยากจะทำด้วย นั่นคือการได้เป็นนางฟ้าบนเครื่องบิน
แต่ทว่าในวินาทีนี้หล่อนจะทำเช่นไรถึงจะหาเงินก้อนโตมาเพื่อใช้หนี้ให้พ่อกับแม่
“แล้วน้ำจะไปหาเงินที่ไหนตั้งสองแสนภายในเวลาอันรวดเร็วแบบนี้ล่ะลูก เราไม่มีญาติที่ไหนที่จะพึ่งพาได้เลยนะในตอนนี้”
นางรำภาบอกกล่าวบุตรสาวมากกว่าที่จะเป็นการถามออกไปตรงๆ ด้วยรู้ว่าดุจดาวเองก็เพิ่งเรียนจบมาและยังไม่มีงานทำ
“น้ำยังมีเพื่อนค่ะแม่ บางที...น้ำอาจขอยืมเงินจากพวกเขาได้” ประกายตาสดใสดูมีความหวังขึ้นมาเล็กน้อย แต่แล้วร่างบางก็นิ่งงันเพราะคิดได้ว่าเพื่อนสนิทของตัวเองแต่ละคนก็กู้ยืมเงินเรียนกันทั้งนั้น
สาวน้อยแอบถอนหายใจเบาๆ แต่ก็พยายามทำสีหน้าให้มีความหวังมากที่สุดเพื่อที่จะเป็นหลักให้พ่อกับแม่ถึงแม้ว่านาทีนี้ตัวเธอเองก็ยังหาทางออกไม่เจอ
“เข้าบ้าน อาบน้ำอาบท่า แล้วหาข้าวหาปลากินกันก่อนนะ เดี๋ยวเราค่อยมาคุยเรื่องนี้กันใหม่”
นายบุญส่งรีบพูดตัดบทพักเรื่องหนี้ไว้ชั่วคราว เพราะถ้ายังพูดเรื่องหนี้ต่อตอนนี้ก็คงยาว
“จ้าพ่อ”
สองแม่ลูกเดินตามหัวหน้าครอบครัวเข้าไปในบ้าน วันนี้นอกจากทุกคนจะเหนื่อยกายแล้ว ก็ยังต้องเหนื่อยใจอีกเป็นเท่าทวีคูณ
หลังจากที่ทุกคนทานข้าวกันเรียบร้อยแล้ว ดุจดาวก็ขอตัวแยกไปนอนในห้องนอนของตัวเองอีกห้อง
เพราะคืนนี้หล่อนมีเรื่องให้ต้องคิดมาก และไม่อยากแสดงสีหน้าที่หม่นหมองให้พ่อกับแม่เห็น ลำพังท่านทั้งสองก็ทุกข์ใจมากพอแล้ว ถ้าให้ต้องมาเห็นใบหน้าที่อมทุกข์ของเธอยิ่งจะไปกันใหญ่ พาลจะนอนไม่หลับกันพอดี
ร่างบอบบางที่ยืนอยู่ริมหน้าต่าง แหงนเงยขึ้นมองบนท้องฟ้า พระจันทร์ที่ลอยอยู่บนนั้นจะรู้หรือเปล่านะ ว่าตอนนี้เธอทุกข์ใจมากแค่ไหน สิ่งที่เธอตั้งใจไว้จะสำเร็จหรือเปล่า และสิ่งที่หล่อนกำลังคิดจะทำในตอนนี้มันเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วหรือ
โทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กถูกกำไว้ในมือเรียวเล็ก ส่วนมือบางอีกข้างก็ถือกระดาษแผ่นเล็กๆ ไว้ในมือ มันคือนามบัตรของใครคนหนึ่ง พลันสมองของหญิงสาวก็นึกไปถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาไม่กี่อาทิตย์นี้ ภาพทุกอย่างยังคงชัดเจน
“อุ๊ย!” ร่างบางเซจนเกือบล้ม เมื่อถูกร่างสูงตระหง่านของใครบางคนเดินมาชน ดีที่วงแขนแข็งแรงนั้นเกี่ยวร่างของเธอไว้ได้ทันก่อนที่สาวน้อยจะหงายหลังล้มลงไม่เป็นท่า
“เอ่อ ขอโทษนะครับ ผมรีบไปหน่อย คุณไม่เป็นอะไรนะ” เสียงทุ้มไพเราะหูเอ่ยออกมาอย่างสำนึกผิด
“มะ...ไม่เป็นไรค่ะ” หญิงสาวยิ้มบางๆ แต่ก็ต้องตะลึงมองใบหน้าที่อยู่ใกล้เธอแค่คืบ แววตาของเขาเหมือนมีกระแสไฟฟ้าหลายพันโวลต์วิ่งเข้าสู่ร่าง ร่างกายมันร้อนวูบวาบยังไงพิกล พาลทำให้แก้มนวลสองข้างร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างควบคุมไม่อยู่
ชายหนุ่มเองก็ตะลึงมองใบหน้าหวานละมุนที่แดงระเรื่อน่ามองนั้นนานหลายวินาทีเช่นกัน ก่อนที่ร่างของทั้งสองจะรีบผละออกจากกัน ท่ามกลางสายตาของคนที่หันมามองกันเป็นตาเดียว
เมื่อร่างสูงใหญ่เดินออกไป พลันสายตาคู่สวยก็ก้มลงไปเห็นโทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่งตกอยู่ที่พื้น ดุจดาวก้มลงเก็บขึ้นมาดูก็พอจะรู้ว่ามือถือเครื่องนี้ราคาแพงลิบทีเดียวล่ะ และมันคงเป็นของใครไปไม่ได้นอกจากของเขา แต่กว่าจะหันไปมองชายนิรนามคนนั้นอีกครั้งเขาก็หายไปแล้ว และหล่อนจะตามเอามือถือไปคืนเขาที่ไหนล่ะ
เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมงกว่าๆ ก็มีเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์เครื่องที่ดุจดาวเก็บได้ หญิงสาวมองหน้าจอมือถือครู่หนึ่งก็กดรับสาย
“สวัสดีค่ะ”
“เอ่อ ขอโทษนะครับ ไม่ทราบว่าคุณเก็บมือถือของผมได้ใช่มั้ยครับ” เสียงที่เพิ่งคุ้นเคยถามกลับมาอย่างสุภาพ
“ใช่ค่ะ ดิฉันตั้งใจจะเอาไปคืนคุณ แต่ไม่รู้ว่าคุณอยู่ที่ไหน”
“ขอบคุณมากนะครับ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวผมไปเอาเอง ว่าแต่คุณอยู่ที่ไหนครับตอนนี้”
“ฉันนั่งรอคุณอยู่ที่ๆ คุณชนฉันเมื่อครู่นี้แหละค่ะ ตรงที่นั่งพักแถวๆ นั้น”
“โอเคครับ อีกสิบนาที ผมจะรีบไปหาคุณ”
“ค่ะ”
สิบนาทีผ่านไปก็ปรากฏร่างสูงใหญ่โดดเด่นของสุภาพบุรุษหนุ่มรูปงามยืนอยู่ตรงหน้าผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังนั่งก้มหน้ามองโทรศัพท์เครื่องเล็กสีดำแวววาวที่อยู่ในมือตัวเองไปมาอย่างเพลิดเพลิน
แต่เมื่อรองเท้าหนังสีน้ำตาลเข้มจัดที่ปรากฏอยู่บนพื้นโดยไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหน แววตาที่ดูสงสัยก็ค่อยๆ ไล่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนมองเห็นใบหน้าคมเข้มหล่อเหลาราวเทพบุตรนั้นได้อย่างชัดเจน แล้วหล่อนก็จำได้แม่นทีเดียว...เขานั่นเอง ร่างเล็กยืนขึ้นทันที แล้วยื่นมือถือส่งให้เจ้าของ
“นี่ค่ะ”
มือเรียวใหญ่ยื่นมารับมือถือของตนเองอย่างสุภาพ
“ขอบคุณมากครับ”
“เอ่อ...เดี๋ยวสิคุณ!”
ร่างเพรียวระหงตั้งท่าจะเดินหนีไป แต่ก็ถูกเสียงอันทรงพลังเรียกเอาไว้ สาวน้อยหยุดเดินกะทันหันแล้วหันมองกลับมาทางเดิม ก็เห็นเขาเดินเข้ามาหา
“นี่ครับ นามบัตรของผม ถ้าคุณมีเรื่องเดือดร้อนอะไร โทรหาผมได้ตลอดเวลา”
ดุจดาวมองผู้ชายตรงหน้าครู่หนึ่งก่อนจะเอื้อมมือไปรับกระดาษแผ่นเล็กมาไว้ในมือ แต่ก็ไม่ค่อยกล้าสบตาเขามากนัก เพราะความประหม่าที่ถูกเขามองหน้าเธอตรงๆ
“ขอบคุณค่ะ” แต่มันไม่จบแค่นั้น มือหนายังล้วงกระเป๋าเงินของเขาออกมาจากกระเป๋ากางเกง แล้วหยิบธนาบัตรแบงค์พันยื่นให้เธอหลายใบ ดุจดาวรู้สึกหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เกิดขึ้น
“ผมให้เพื่อเป็นค่าตอบแทนที่คุณเก็บมือถือของผมได้ครับ”
“ฉันรับเงินของคุณไว้ไม่ได้หรอกค่ะ ฉันต้องการแค่คำขอบคุณเท่านั้น และตอนนี้นามบัตรของคุณฉันก็ไม่อยากรับแล้วด้วย” สาวน้อยกล่าวอย่างแสนงอน เพราะรู้สึกว่าผู้ชายตรงหน้ากำลังดูถูกน้ำใจของเธอ
“เดี๋ยวสิครับคุณ ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำให้คุณรู้สึกไม่ดีนะครับ โอเค...ผมเข้าใจแล้ว นามบัตรของผมรับไปเถอะครับ ถ้าไม่รังเกียจกัน” เขายัดเยียดกระดาษแผ่นเล็กไว้ในอุ้งมือน้อยๆ ของเธออีกครั้ง ด้วยรอยยิ้มที่หญิงสาวไม่อาจปฏิเสธได้
“ฉันขอตัวนะคะ” ก่อนที่ใบหน้าของเธอจะแดงเรื่อมากขึ้นกว่านี้ หญิงสาวต้องรีบเดินหนีไปเสียก่อน ก่อนที่เขาจะรู้ว่าสาวน้อยที่ยังไม่เคยมีรักอย่างเธอ ประหม่าและเขินอายมากแค่ไหนเมื่อถูกเขาจ้องมองด้วยสายตาคมซึ้งแบบนั้น
สายตาคู่สวยกวาดมองตัวอักษรที่แสดงชื่อและนามสกุลที่อยู่มุมขวามือเกือบล่างสุด พร้อมทั้งท่องหมายเลขโทรศัพท์ของเขาในใจ ก่อนที่จะทำอะไรลงไป ใบหน้าสวยหวานปนเศร้าก็แหงนมองดูพระจันทร์ที่ลอยเด่นส่องแสงสว่างไสวนั้นอีกครั้ง ในใจก็นึกภาวนาขอพรต่อจันทร์เจ้าขาด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความหวังและความฝัน