Browse stories

เล่ห์ร้าวรัก

Language: th

“อีกหน่อยฉันจะพามินไปแต่งงานบนลอนดอนอาย” “หืม... นี่โอมกำลังฝันอยู่รึเปล่า” “ไม่ ๆ ฉันคิดอย่างนั้นจริง ๆ” “งั้นวันแต่งงาน โอมต้องเล่นเพลงโปรดของเราด้วยนะ มินจะรอฟัง” “ได้สิ... Kiss in the Rain เนอะ ฉันจะซ้อมตั้งแต่วันนี้เลยเป็นไง” ยังจำได้ว่าเขารับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ ว่าสักวันจะพาหล่อนมาที่นี่มายังสถานที่ที่เป็นเหมือนสัญญารักของเขากับหล่อน ความฝันของหล่อนอยู่ที่นี่... ความรักของเขาก็อยู่ที่นี่... ที่ ‘ลอนดอนอาย’ ดวงตาของ... ลอนดอน เมืองแห่งฝนผู้คนเหงาและเรื่องราวความรักที่มีความทรงจำของเขากับหล่อน ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นคนที่รักกันสุดหัวใจ…

Available chapters

  1. Chapter 1
  2. Chapter 2
  3. Chapter 3

Chapter 1

ลอนดอน ประเทศอังกฤษ
เมษายน 2562

“มอมมี้!”
เสียงใสคุ้นเคยดังขึ้นไม่ไกลทำให้หญิงสาวในชุดสเวตเตอร์สีเทาหม่นหยุดชะงัก เธอหันกลับไปตามเสียงเรียก ร่างผอมเพรียวผิวน้ำผึ้งเจ้าของดวงหน้านวลใสแต้มบลัชออนเนื้อแมตต์สีพีชอมส้มอ่อนปรากฏรอยยิ้มบนริมฝีปากสีนู้ดทันใด ครู่หนึ่งจึงคุกเข่าลงบนพื้นสะพานรอรับร่างป้อมกลมที่กำลังวิ่งถลาเข้ามา
“ค่อย ๆ ลูก ไม่เห็นต้องวิ่งเลย แม่ไม่ได้หายไปไหนสักหน่อย”
“มอมมี้ ๆ” เด็กน้อยว่าพลางโอบแขนอ้วนรอบคอมารดาก่อนจะกดจมูกหอมแก้มแล้วเอ่ยเสียงใส “หิว”
“แม่รู้จ้ะ นี่ก็ได้เวลาแล้วนี่ วันนี้เราจะกินอะไรกันดีเอ่ย”
“กินกอก”
“หืม... ไส้กรอกหรือ?”
“อือฮึ”
เด็กน้อยทำเสียงออกลมในลำคอเผยความต้องการแล้วโบกมือปุ้มป้อมขึ้นฟ้าสิมิลันหันไปมองหญิงรูปร่างอวบวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา หญิงสาวจึงอุ้มลูกน้อยขึ้นมาแนบอกรอฟังอีกฝ่ายรายงาน
“ขอโทษจริง ๆ ค่ะ น้องอาร์มไวมาก พี่ตามแทบไม่ทันเลยค่ะ”
“ไม่เป็นไรจ้ะ แกคงเห็นว่ามินรออยู่”
“เห็นตั้งแต่ขึ้นสะพานมาแล้วค่ะ แต่คุณกำลังมองไปทางลอนดอนอายอยู่ก็เลยไม่ทันเห็นน้อง”
สิมิลันพยักหน้ารับก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “วันนี้พี่กลับก่อนได้เลยนะคะ เดี๋ยวมินจะพาลูกเดินเล่นแถวนี้สักแป๊บ”
“แต่คุณเค้าจะว่า...”
“ไม่ว่าหรอกจ้ะ เดี๋ยวมินบอกให้เอง”
“ได้ค่ะคุณแมนนี่” พี่เลี้ยงเด็กน้อยรับคำก่อนจะหันหลังเดินกลับไปทางเดิม
สิมิลันมองตามร่างอวบของออร์แพร์วัยแก่กว่ากันสามปีเดินลับตาก่อนจะก้มดูนาฬิกาข้อมือด้วยสีหน้ากังวลพลางครุ่นคิดถึงคนที่นัดกันไว้
หรือเขาจะลืมว่าวันนี้เป็นวันอะไร...
หล่อนเผลอใจลอยจนเด็กน้อยกระตุกข้อมือจึงสะดุ้งสุดตัวทรุดนั่งตรงกันข้ามแล้วลูบศีรษะทุยด้วยความรักใคร่ก่อนถามด้วยความห่วงใย
“หิวรึยังจ๊ะ”
“หิวค้าบ แต่...” เด็กน้อยว่าจบมองหาใครบางคนแต่ไม่เห็นแม้เงาจึงหันกลับมาหามารดาด้วยสีหน้าผิดหวัง หน้ากลมเล็กง้ำงอหนำซ้ำยังพองลมเต็มแก้ม
“แด๊ดดี้คงติดธุระแน่เลยจ้ะ”
“ใจร้าย”
“ว่าแด๊ดดี้ได้ไงคะลูก”
“แด๊ดดี้ใจร้าย” เด็กน้อยยังคงไม่หยุดโอดครวญ สิมิลันกลั้นยิ้มหยิกแก้มนุ่มของลูกน้อยเบา ๆ
“แด๊ดดี้ไม่ว่าง เราก็ไปกันสองคนก็ได้นี่นา หรือว่าอาร์มไม่อยากไปกินข้าวกับมอมมี้คะ”
“อาร์มอยาก...” เด็กน้อยพูดพลางทำตาแดงเหมือนจะร้องไห้
สิมิลันได้แต่ส่ายหน้าระอาก่อนจะยื่นแก้มให้ “งั้นหอมก่อน เดี๋ยวมอมมี้จะพาไปกินของอร่อย”
“ค้าบ!”
สองแม่ลูกจัดแจงหอมแก้มกันไปมาเสร็จ ผู้เป็นแม่จึงล้วงกระเป๋าเสื้อสเว็ตเตอร์สีเทาหม่นหยิบไวท์ช็อกโกแลตลูกกลมในขวดโหลแก้วขนาดเล็กออกมาหนึ่งลูกแล้วทำทีเสกเป่ามนตร์คาถาก่อนจะยื่นส่งให้
“เอ้า! ของโปรดของหนู แต่ให้กินลูกเดียวนะคะ”
“เย้! โกแลต!” ร้องตะโกนลั่นแล้วหอมฟอดเข้าให้ “อาร์มชอบ”
เด็กน้อยรับห่อสีแดงขนาดเล็กกว่าไข่นกกระทามาแกะเปลือกอย่างรีบร้อนก่อนจะใช้ลิ้นเลียแวบหนึ่งแล้วส่งยิ้มตาเป็นประกายให้มารดาด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข
“หย่อยจัง”
“อร่อยก็กินเลยลูก มอมมี้ให้ลูกเดียวแล้วเราค่อยไปกินข้าวกัน”
“ค้าบ!”
เด็กน้อยรับปากรับคำ พยักหน้าจนผมม้าเส้นเล็กกระจาย มือป้อม ๆ หยิบชิ้นช็อกโกแลตกำลังจะใส่ปาก ทันใดเสียงหวูดเรือก็ดังแหวกอากาศท่ามกลางบรรยากาศโพล้เพล้ยามฟ้าหลังฝนมา
เด็กชายถึงกับสะดุ้งปล่อยก้อนกลมร่วงลงพื้น มันกลิ้งหลุน ๆ ไปตามทางลาดเด็กน้อยร้องไห้จ้าชี้มือชี้ไม้ สิมิลันมองตามไวท์ช็อกโกแลตกลิ้งไปชนขอบเหล็กก่อนจะกระดอนลอดราวสะพานตกลงไปเบื้องล่างพอดีกับเรือสำราญลำใหญ่กำลังแล่นผ่าน พอดี
สิมิลันถึงกับตะลึงเมื่อเห็นเสี้ยวหน้าด้านข้างของคนที่ยืนอยู่ตรงกาบเรือเยื้องจากด้านหลัง ช่างเหมือนเหลือเกิน ...
หรือหล่อนตาฝาด...
หรือเพราะวงล้อหมุนวนที่มองเห็นในระยะไกลอย่างลอนดอนอายทำให้นึกถึงใครคนหนึ่ง
เป็นไปไม่ได้! หล่อนแค่คิดไปเองเพราะพรหมคงไม่ได้ลิขิตและโลกคงไม่กลมขนาดนั้น แต่ยิ่งมองกลับยิ่งคิดถึงจนไม่รู้ตัวว่าเผลอแสดงความรู้สึกส่วนลึกในใจออกมาอย่างไม่อาจอดกลั้นได้ จนกระทั่งมือป้อม ๆ ยื่นมาปาดน้ำตาหล่อนจึงรู้ตัว
“อะ... อาร์มลูก”
“อย่าร้อง”
เด็กน้อยสีหน้าเหยเกได้แต่เรียบเรียงประโยคสั้น ๆ แล้วหอมแก้มมารดาพลางไล้นิ้วมือเล็กที่ร่องแก้มแผ่วเบา
“ไม่ร้องจ้ะ มอมมี้ไมได้ร้อง”
หญิงสาวพูดจบก็กอดร่างกลมแนบแน่นแล้วยิ้มออกมาก่อนจะลุกยืนแล้วช้อนอุ้มร่างเล็กขึ้นมากอดแนบอก ทันใดก็ปรากฏร่างใหญ่ในชุดโอเวอร์โค้ดสีเทาเข้มวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาก่อนจะมาหยุดลงตรงหน้า
“ขอโทษนะมิน... พี่มาช้าไปหน่อย”
“แด๊ดดี้!” อาร์มร้องลั่นดีดขาแทนการขอลง
“หิวแล้วใช่ไหมอาร์ม”
“ค้าบ” เด็กน้อยรับคำทั้งสีหน้าและน้ำเสียงบ่งบอกความยินดี
สิมิลันยิ้มจาง ๆ ให้คนมาทีหลังก่อนวางร่างเล็กลง พอเป็นอิสระเด็กน้อยก็กระโจนเข้าหาอ้อมแขนแข็งแรงแล้วร่างป้อมก็ลอยหวือขึ้นสู่อ้อมอกอีกฝ่ายทันที
“แด๊ดดี้มาช้าเห็นทีมอมมี้ต้องโกรธแน่ ๆ เลย”
“ไม่หรอกค่ะ แค่พี่นนท์มาทันไปกินวันเกิดอาร์มก็ดีใจมากแล้ว” สิมิลันแบ่งรับแบ่งสู้ ขัดเขินสายตาชายหนุ่มที่แฝงความหมายส่งมา
“พี่จะไม่มาได้ยังไง ในเมื่อพี่เป็นแด๊ดดี้ของอาร์มนี่จ๊ะ”
“ขอบคุณที่พี่นนท์เมตตาแกนะคะ” สิมิลันเสียงแผ่ว จ้องมองภาพความสนิทสนมของบุตรชายกับชายหนุ่มร่างสูงใหญ่พลันเกิดอาการสะเทิ้นสะท้าน
หล่อนไม่ควรคิดถึงใครคนนั้นอีก...
นาทีนี้ตอนนี้นี่คือครอบครัว คือสองคนที่หล่อนรัก...
“งั้นไปกันดีกว่า อาร์มอยากกินอะไรครับลูก”
“กินกอก” เด็กน้อยตอบยืนยันความตั้งใจเดิม
“โอเค... งั้นไปกัน วันทูทรี โก!” ชานนท์ว่าพลางชี้มือไปด้านหน้า เด็กน้อยปรบมือชอบอกชอบใจก่อนร้องลั่น
“ทูทรีโกโก!”
สิมิลันมองตามทั้งสองก่อนจะรวบรวมสติที่กำลังเตลิดเพียงเพราะเห็นแผ่นหลังใครคนหนึ่งที่คุ้นตาในเรือเมื่อครู่ ก่อนที่ชานนท์จะหันกลับมาส่งรอยยิ้มใจดีมาให้ทั้งยังกระชับร่างกลมป้อมด้วยแขนข้างหนึ่ง อีกมือโอบประคองมอบไออุ่นให้หล่อนก่อนจะพากันเดินไปตามทางที่มุ่งสู่สวนจูบิลี่ไม่ไกลจากโรงแรมมากนัก...

ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีดำสนิทสวมทับด้วยโอเวอร์โค้ทสีน้ำตาลตัวหนายืนอยู่บนกาบเรือที่เพิ่งแล่นผ่านสะพานฮังเกอร์ฟอร์ดไป ชายหนุ่มแหงนหน้าภาพสามพ่อแม่ลูกที่เห็นแผ่นหลังไกลออกไปด้วยความชื่นชม
ครู่หนึ่งวงล้อขนาดใหญ่ของลอนดอนอายที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเทมส์จึงปรากฏแก่
สายตา เขารู้สึกสะท้อนใจขึ้นมาทันใดที่ภาพความทรงจำในอดีตหวนคืนกลับมายามที่เรือแล่นเข้าใกล้จนลอนดอนอายผ่านเข้ามาในครรลองสายตา ใกล้มากจนความทรงจำแสนหวานแล่นผ่านมาในห้วงคิดคำนึงอีกครั้ง
“อีกหน่อยฉันจะพามินไปแต่งงานบนลอนดอนอาย”
“หืม... นี่โอมกำลังฝันอยู่รึเปล่า”
“ไม่ ๆ ฉันคิดอย่างนั้นจริง ๆ”
“งั้นวันแต่งงาน โอมต้องเล่นเพลงโปรดของเราด้วยนะ มินจะรอฟัง”
“ได้สิ... Kiss in the Rain เนอะ ฉันจะซ้อมตั้งแต่วันนี้เลยเป็นไง”
ยังจำได้ว่าเขารับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ ว่าสักวันจะพาหล่อนมาที่นี่มายังสถานที่ที่เป็นเหมือนสัญญารักของเขากับหล่อน
ความฝันของหล่อนอยู่ที่นี่...
ความรักของเขาก็อยู่ที่นี่...
ที่ ‘ลอนดอนอาย’ ดวงตาของ... ลอนดอน
เมืองแห่งฝนผู้คนเหงาและเรื่องราวความรักที่มีความทรงจำของเขากับหล่อน ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นคนที่รักกันสุดหัวใจ แต่ตอนนี้หล่อนจากเขาไปนานแสนนานแล้วและไม่เคยได้พบกันอีกเลย...

Chapter 2

กรุงเทพมหานคร
เมษายน 2558

ไม่ทันแล้ว!
อีกสิบห้านาทีได้เวลาเข้าประชุม หญิงสาวก้มมองนาฬิกาข้อมือแล้วถึงกับหน้าถอดสีผลุนผลันลงจากรถล็อคประตูด้วยความเร่งรีบ เบี่ยงตัวหลบรถคันข้าง ๆ ที่จอดชิดกันออกมา ในมือถือของพะรุงพะรังทั้งกระเป๋าสะพาย แฟ้มเอกสารสองปึกใหญ่ กระบอกอลูมิเนียมใส่แบบแปลนสะพายไหล่คนละข้างกับกระเป๋า ก้าวเดินแกมวิ่งจากลานจอดรถกลางแจ้งเข้ามาภายในอาคารอย่างกระหืดกระหอบมาตามทางผ่านล็อบบี หล่อนยิ้มทักทายพนักงานต้อนรับอย่างเอื้อเฟื้อก่อนจะต้องชะงักเมื่อถูกเรียกเอาไว้
“เดี๋ยวค่ะ คุณรอก่อนค่ะ”
สิมิลันชะงักหันขวับไปหาที่มาของเสียงแล้วเอ่ยถาม “ฉันหรือคะ?”
“ใช่ค่ะ”
สิมิลันเลิกคิ้วจ้องพนักงานคนนั้นเดินเข้ามาหาพร้อมลิลลี่สีขาวช่อโตห่อด้วยกระดาษสาสีครีมอ่อนผูกโบว์ม่วงขนาดใหญ่สะดุดตา สิมิลันจ้องตาไม่กะพริบทันทีที่อีกฝ่ายยื่นให้ก่อนถามย้ำถึงที่มา
“ดอกไม้นี้ของฉันหรือคะ”
“ใช่ค่ะ”
“จากไหนคะเนี่ย”
“ดิฉันก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ แมสเซนเจอร์เอามาส่งเมื่อเช้า บอกว่าให้ส่งให้ถึง
มือคุณค่ะ” พนักงานสาวแจงเสร็จแล้วถอยหลังกลับไปประจำเคาน์เตอร์ต้อนรับตามเดิม
สิมิลันมองช่อดอกงามในมือด้วยความฉงน จะมีใครส่งดอกไม้ให้หล่อนนอกจากคนรู้ใจ แต่หากเป็นเขาย่อมต้องรู้ว่าควรส่งกุหลาบไม่ใช่ลิลลี่
ไม่มีใครรู้ว่าหล่อนชอบลิลลี่... โดยเฉพาะสีขาว
นิ้วมือเรียวเคลือบเล็บสีพาสเทลบรรจงไล้ไปตามกลีบดอกนิ่มดุจกำมะหยี่ที่หลชอบนักหนาแล้วรู้สึกสังหรณ์ใจแปลก ๆ มองการ์ดใบเล็กที่แทรกอยู่ลึกลงไปใจกลางช่อแล้วแหวกยิปโซฟิลาที่ล้อมรอบหยิบการ์ดใบนั้นขึ้นมาดู จากสีหน้านิ่ง ๆ ก็เริ่มซีดลงเพราะตัวหนังสือหวัดคุ้นตาเขียนสั้นเพียงประโยคเดียวแต่มีผลให้ใจสั่นได้มหาศาล
...เธอคงจำได้ ฉันบอกแล้วว่าจะกลับมา...
แน่แล้ว... ไม่ต้องบอกก็รู้ที่มา จะมีใครกันที่รู้ว่าหล่อนชอบดอกไม้ชนิดไหน สีอะไรนอกจากเขาแต่เขาจะกลับมาทำไม
สิมิลันครุ่นคิดเม้มริมฝีปากฉาบสีนู้ดจนรู้สึกเจ็บทั้งยังเผลอกำช่อดอกไม้แน่นราวกับจะให้มันแหลกคามือ หากเป็นกุหลาบหนามคมคงบาดเลือดซิบไปแล้ว แต่นี่เป็นลิลลี่จากคนเคยรักที่ทิ้งกันไปด้วยการกระทำเจ็บแสบจนยากจะลืมเลือนคนนั้น แทบไม่ต้องคิดว่าช่อดอกไม้งามในมือจะกระเด็นลงถังขยะไปโดยที่หล่อนไม่นึกเสียดาย
จะเสียดายทำไม...
ในเมื่อมันมาจากเจ้าของหัวใจที่ไร้ค่า...
สิมิลันยืนมองดอกไม้ในถังขยะครู่หนึ่งจึงเดินจากไป ไม่ทันเห็นว่าพฤกษ์คล้อยหลังเข้ามาและเห็นทุกการกระทำ
ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเทาเข้มเหลือบมองถังขยะแล้วก้าวตามหล่อนไปจนทันก่อนที่ลิฟท์จะปิด สิมิลันถึงกับสะดุ้งเมื่อเห็นว่าใครก้าวเข้ามายืนเคียงข้างจนไหล่ชนกันทั้งที่ยังมีที่ว่างพออีกมาก ดวงหน้าหล่อเหลาเหลือบมองแล้วยิ้มมุมปากเผยลักยิ้มเป็นเอกลักษณ์ กลิ่นหอมฟุ้งของอาฟเตอร์เชฟชั้นดีลอยมาเตะจมูกจนสิมิลันเขยิบออกห่าง แต่ร่างสูงใหญ่กลับขยับตามแล้วก้มกระซิบข้างหู
“ขอโทษนะครับ”
“หืม...” หล่อนส่งเสียงในลำคอ กอดอกหน้านิ่งแล้วปรายตามองอย่างมีความหมายก่อนจะถามกลับ “ขอโทษทำไมคะ”
ชายหนุ่มแนบริมฝีปากกับข้างแก้มหอมกรุ่นของหญิงสาว กระซิบเบา ๆ ไม่ให้คนด้านหน้าที่เข้ามาเป็นคนสุดท้ายและเป็นก้างขวางคอโดยไม่รู้ตัวได้ยิน “ก็เรื่องเมื่อเช้าไง”
“เรื่องแค่นี้ ไม่เห็นต้องขอโทษเลยนี่คะ”
ดวงหน้านวลแย้มยิ้มเมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายกระอักกระอ่วนเพราะถึงกระซิบคุยกันแต่เสียงยังก้องอยู่ดี ชายหนุ่มโอบเอวบางกระชับเข้าหาตัวแล้วกระซิบเบา ๆ “เมื่อคืนคุยงานกับพ่อดึกไปหน่อยก็เลยตื่นสาย…”
“เรื่องโพรเจ็กต์ที่จะประชุมวันนี้หรือคะ”
“จ้ะ... แล้วอีกสองวันพี่ต้องไปอังกฤษด้วย” พฤกษ์ตอบพลางกระชับร่างระหงแน่นเข้าแล้วกระซิบ “คงคิดถึงมินแย่เลย”
“ปล่อยก่อนค่ะ”
สิมิลันเบี่ยงตัวออกห่างทันทีที่มีเสียงกระแอมเบา ๆ จากชายในชุดสูทเทาด้านหน้า ดวงตาซุกซนเหลือบมองชายหนุ่มข้างกายแล้วโบกไล่ไอร้อนบนใบหน้าแทนถ้อยความเก้อเขินที่อยากพูดต่อแต่ก็ยั้งไว้
พฤกษ์อมยิ้มเผยลักยิ้มมุมปากสองข้างแก้มเป็นรอยลึก มือหนึ่งกระชับแฟ้มเอกสารแทนหล่อนอีกมือขยับเนคไทเข้าที่ ไม่มีคำพูดจาใดอีกจนกระทั่งถึงชั้นที่หมายและลิฟท์เปิดออกจึงส่งแฟ้มคืน
สิมิลันในชุดสูทสีดำกระโปรงสั้นเหนือเข่าก้าวฉากออกไปทางด้านซ้ายขณะเดียวกับพฤกษ์ที่เลี้ยวไปทางขวาอันเป็นห้องของประธานบริษัท ตามด้วยชายวัยกลางคนออกมาเป็นคนสุดท้ายก้าวตามชายหนุ่มไปติด ๆ
พอเข้าประจำที่พฤกษ์ก็เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยความอึดอัดทันทีที่เห็นเอกสารปึกใหญ่กองรอบนโต๊ะทำงาน ชายคนเดิมในลิฟท์ก้าวเข้ามายืนที่หน้าโต๊ะแล้วหรี่ตามองรู้ทันแต่ไม่มีทีท่าว่าเจ้าของห้องจะพูดอะไรจึงเป็นฝ่ายถามก่อน
“ไม่เข้าประชุมหรือครับ”
“ไม่” พฤกษ์ตอบสั้น ๆ ทั้งที่ยังหลับตา
“วันนี้คุณชายเข้าบริษัทช้ามาก เมื่อคืนดึกหรือครับ”
ชายหนุ่มหรี่ตามองบ้างเพราะน้ำคำเหมือนจับผิด ยืดตัวขึ้นนั่งหลังตรงมองสบตาชายกลางคนด้วยสีหน้าขุ่นเคือง “เปล่า... ผมก็แค่ตื่นสาย”
“นึกว่ามัวแต่เทคแคร์คุณสิมิลัน...”
“แล้วทำไมล่ะ ผมไม่ได้ทำอะไรผิดนี่”
“แต่คุณชายก็ไม่ควรแสดงออกให้ใครเห็นโดยเฉพาะคำพูดแบบในลิฟต์เมื่อครู่ ผมว่ามัน... เอ่อ...” ชายกลางคนรู้ตัวจึงหยุดพูดเมื่อเห็นสายตาดุแสดงความไม่พอใจ
พฤกษ์ถอนหายใจหนักหน่วงก่อนตอบ “ผมพูดผิดตรงไหน ก็แค่ตื่นสายไปรับเธอไม่ทัน”
“แต่คนฟังอาจคิดเป็นเรื่องอื่นเช่นว่าพวกคุณอยู่ด้วยกันแล้ว” ชายกลางคนแย้ง “คุณชายจะทำให้เธอลำบาก”

Chapter 3

“อยู่กับผมลำบากตรงไหน” พฤกษ์ตอบรวน
ถ้าไม่เพราะฉัตรเป็นคนสนิทเก่าแก่ของพ่อและตอนนี้ตกทอดมาเป็นผู้ช่วยคนสำคัญ พฤกษ์คงไม่ทนให้ฉัตรยืนบ่นฉอด ๆ โดยไม่ทักท้วง แต่เขาก็รู้ว่าฉัตรหวังดี

“เธอเป็นแค่สถาปนิกของเรา คุณชายแน่ใจหรือครับว่าคุณพ่อคุณจะยอม” ชายกลางคนแหย่เสียงเบาคล้ายกลัวใครจะมาได้ยิน
แต่เจ้าของห้องได้ยินเต็มสองหู และชักสีหน้าโดยพลัน
“เธอเป็นสมบัติที่มีค่าของบริษัทและตอนนี้ก็เป็นคลื่นลูกใหม่ที่มาแรงมาก คุณลุงคิดว่าเธอไม่เหมาะกับว่าที่เจ้าของบริษัทอย่างผมหรือครับ”
คุณลุงที่หนุ่มอ่อนวัยกว่าเรียกด้วยความเคารพนับถือเพราะเป็นอดีตมือขวาของพ่อส่ายหน้าแล้วตอบย้ำความคิดของตัวเอง “เธอเป็นลูกเต้าเหล่าใครก็ไม่รู้ ไม่รู้จะผ่านมาตรฐานคุณท่านรึเปล่า ผมว่าคุณชายเผื่อใจไว้หน่อยก็ดี”
“มีสิมิลันแล้วผมไม่เคยเผื่อใจให้ใคร” ชายหนุ่มตอบย้ำคำเสียงหนักแน่น “เธอเท่านั้นที่เหมาะสมจะเป็นว่าที่ภรรยาของประธานหิรัญภักดิ์คนต่อไป”
“งั้นคุณชายต้องรีบพาเธอไปแนะนำตัวกับคุณท่านก่อนที่คุณนายจะจับคุณชายให้ลูกสาวเพื่อน ๆ อีกนะครับ”
พฤกษ์หัวเราะในลำคอเมื่อได้ฟัง ผู้ชายอย่างเขาไม่จำเป็นต้องคบผู้หญิงเพียงเพราะการชักจูงของผู้ใหญ่ ไม่จำเป็นเลยในเมื่อมีผู้หญิงที่ดีพร้อมและหมายใจไว้นานแสนนานอย่างสิมิลันแล้ว ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี เขาก็จะไม่ปล่อยหล่อนหลุดมือไปให้ใครไม่ว่าหน้าไหนก็ตาม
“คุณไม่ต้องห่วง ถ้าโครงการนี้เรียบร้อยเมื่อไรผมจะขอเธอแต่งงาน”
ฉัตรฟังคำมั่นของนายน้อยแล้วถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ ไม่ใช่ว่าเขาไม่ชอบคนรักของเจ้านาย แต่เรื่องที่ได้ยินมาก็ไม่ใช่เรื่องดีนัก...

สิมิลันถอนหายใจหนักหน่วงเมื่อเห็นเบอร์โทรศัพท์จากปลายสายยังคงดังเซ้าซี้
ต่อเนื่องอย่างน่ารำคาญ ถ้าไม่ติดว่าเป็นสายจากเพื่อนรักหล่อนก็ไม่อยากฟังสักนิดเดียว
เพราะนึกรู้ว่าเรื่องที่อีกฝ่ายต้องการพูดและยังคงไม่ละความพยายามในการติดต่อมาคือเรื่องอะไร หากไม่ใช่เรื่องของเจ้าของดอกไม้ช่อนั้น มือเรียวขาวบางตั้งท่าจะกดรับแต่ลังเล ชั่งใจอยู่นานจนได้ยินเสียงตำหนิจากคนข้าง ๆ
“ไม่รับซะทีล่ะ คุณมิน” ชายหนุ่มโต๊ะติดกันห่างแค่แผงกั้นท้วงพลางเลื่อนเก้าอี้มาด้านหลังแล้วบอก “เสียงดังแผดหูน่ารำคาญมาก ผมทำงานไม่รู้เรื่องแล้วเนี่ย”
“ขอโทษนะคะ”
สิมิลันรีบหยิบโทรศัพท์มากดรับแล้วหมุนตัวลุกจากเก้าอี้เดินก้าวฉับ ๆ ไปทางระเบียงจุดปลอดคนทันที
“ว่าไง”
“กว่าจะรับได้” เสียงหวานแต่ติดห้วนปลายสายตัดพ้อ
“นี่มันเวลางาน” สิมิลันกรอกเสียงเบาแทบกระซิบ “มีอะไร ถ้าไม่รีบมากฉันวางก่อนนะ ต้องเตรียมพรีเซนต์งานต่อนี่ก็เพิ่งประชุมเสร็จ”
“วิดีโอคอลได้ไหม”
“ไม่ได้ ไม่ใช่เวลาส่วนตัว”
“ฮื้อ! เรื่องมากจริงบริษัทพี่พฤกษ์เนี่ย กับแฟนตัวเองก็ไม่ลดราวาศอกกันเลย ฉันอยากคุยแบบเห็นหน้านี่นา”
“ก็บอกว่าไม่ไง ฉันไม่ว่างขนาดนั้น”
“ฉันก็ไม่ได้ว่างนะยะ... แค่คิดถึง”
สิมิลันลอบหัวเราะทันทีที่ได้ยินเสียงตัดพ้อ เพราะอรณีเพื่อนรักของหล่อนเป็นนักแสดงมีชื่อเสียงจึงไม่ค่อยมีเวลามากนัก ระยะเวลาที่ทิ้งห่างกันจึงเป็นช่วงที่อีกฝ่ายมักจะไปทำงานต่างประเทศ กลับมาทีจึงมักจะนัดสังสรรค์กันเสมอ
แต่ครั้งนี้แปลก...
“แค่นี้นะ ฉันจะเตรียมงาน มะรืนต้องไปสำรวจสถานที่สำหรับโพรเจ็กต์ใหม่แล้ว”
“อย่าสนใจแต่งานมากจนลืมเพื่อน ๆ สิ มาหากันมั่ง ไม่ใช่แต่ฉันคิดถึงพี่รินก็คิดถึงด้วย” ปลายสายออดอ้อนเสียงหวาน
สิมิลันจึงส่งเสียงหัวเราะเบา ๆ นึกหน้าเพื่อนสาวคนสวยออกทันทีจึงรีบตอบ “เอาเป็นว่าวันสองวันนี้นัดกันใหม่ก็แล้วกัน”
“เยส!”
พอตกลงกันได้ สิมิลันจึงตัดบทจะวางแต่ปลายสายกลับตะโกนโหวกเหวกเข้ามาให้ได้ยินเสียก่อนทำให้หล่อนชะงัก
“เดี๋ยว ๆ อย่าเพิ่งวาง! ฉันหาที่คุยแป๊บ”
“แต่ฉันรีบ ค่อยคุยได้ไหม” สิมิลันถามกลับสีหน้าหงุดหงิดเมื่อสบตาผู้บริหารหนุ่มแห่งหิรัญภักดิ์ที่ยืนรีรออยู่หน้าห้องจิ้มที่นาฬิกาข้อมือแทนสัญญาณก่อนตัวจะนำเข้าไปก่อน “เขาตามแล้ว”
“แป๊บเดียวน่า เดี๋ยวฉันต้องเข้าฉากถวายตัวจะมีผัวแล้ว... กลัวลืม” ปลายสายตอบเสียงร้อนรน
“บ้า! ฉากแบบนี้ก็มีหน้าเอามาบอก” สิมิลันค้อนให้ แม้คนปลายสายจะไม่เห็นแต่หล่อนก็อดหัวเราะไม่ได้
“ฟังนะ”
“อืม... เรื่องสำคัญมากรึไง”
“มากสิ รู้ไหมว่าเมื่อวานฉันเจอใคร”
“ฉันจะไปรู้ได้ไง” สิมิลันตอบขอไปที “เจอใครก็บอกมา จะรีบไปทำงาน”
“เมื่อวานฉันเจอเด็กเก่าเธอ” ปลายสายเงียบไป พอๆ กับต้นทางที่เงียบงัน “นี่!
ฟังอยู่รึเปล่า”
สิมิลันกะพริบตาถี่ไล่ความร้อนที่แล่นขึ้นทั่วใบหน้า อึดใจอีกที่ได้ยินเสียงถามด้วยความเป็นห่วงจากปลายสาย มืออ่อนล้ากระชับโทรศัพท์แนบหูก่อนตอบเสียงเบาหวิว
“ฟังอยู่ แล้ว?”
“แล้วฉันก็อยากเล่าไงว่ามันพูดอะไรถึงเธอบ้าง”
“ไม่อยากรู้” หล่อนตอบสั้นเหลือบมองคนก้าวออกมาที่ระเบียงกวักมือเรียก “ฉันต้องไปประชุมก่อน”
“เดี๋ยว ๆ นายโอมมันบอกว่าอยากเจอเธอ แล้วจะให้ฉันตอบว่าไงดี”
“บอกไปว่าฉันไม่อยากเจอ” สิมิลันตัดบทแล้วกลั้นใจพูดต่อ “บอกไปอีกว่าฉันมีคู่หมั้นแล้ว”
ถึงแม้จะบอกเสียงนิ่งเหมือนคนใจแข็ง แต่จริง ๆ แล้วสิมิลันใจเต้นไม่เป็นส่ำเพราะคำพูดต่อมาของเพื่อนรัก
“แต่เขาเลิกกันแล้วนะ”
“แล้วมาบอกฉันทำไม ไม่ได้อยากรู้” หล่อนตอบเสียงกร้าว ถึงจะพูดไปด้วยอารมณ์ขุ่นเคืองแต่ในใจกลับพองโตอย่างประหลาด
เลิก! เขาเลิกกันแล้ว...
“เขาบอกว่าอยากเจอพวกเรา”
“แค่นี้ก่อนนะ” สิมิลันตัดบททันทีไม่ฟังคำทักท้วง
ผู้ชายคนนั้นเป็นอิสระและกำลังกลับเข้ามาวนเวียนในชีวิตหล่อนอีกครั้งอย่างจงใจเพื่ออะไรในเมื่อตลอดมาหล่อนถูกเขาหักหลัง