เพลิงเสน่หาอสูร
Language: th
/0/4376/coverbig.jpg?v=59b98f9e0a5442a2a49ec001c876909f)
ฟรานซิส ฟาร์นองเดซ เจ้าพ่อธุรกิจไวน์รายใหญ่ที่สุดแห่งอัลซาส ประเทศฝรั่งเศส เขาไม่ต่างกับอสูรร้ายที่ร้ายกาจ ป่าเถื่อน เพียงเพื่อจะกำจัด ‘ผู้หญิงที่หวังรวยทางลัด’ อัญญาลิน ทายาทสาวเพียงคนเดียวของเจ้าของบริษัทไวน์เนอรี่ชั้นแนวหน้าของไทย เธอตั้งใจไปเที่ยวฝรั่งเศส เพียงเพื่อจะหาความรู้เรื่องการผลิตไวน์มาบริหารงานช่วยผู้เป็นพ่อเท่านั้น แต่ไม่คิดเลยว่าจะมาเจอ ‘น้องชายของเขา’ “คุณกำลังเข้าใจผิด” “เปล่า ผมกำลังเข้าใจถูกต่างหาก และผมก็รู้ว่าจริงๆ แล้วคุณเองก็คงแอบมีใจให้ผมไม่น้อย ไม่อย่างนั้นคุณจะยั่วผมท้าทายผม ด้วยการขัดคำสั่งผมเหรอ เพราะคุณก็รู้ดีอยู่แล้วนี่ ว่าเวลาที่คุณขัดคำสั่งผมแล้ว…
Available chapters
Chapter 1
ฟรานซิส ฟาร์นองเดซ บุรุษหนุ่มเจ้าเสน่ห์ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเป็นผู้นำ เขามีใบหน้าหล่อเหลาคมคาย มีบุคลิกโดดเด่นด้วยความสูงถึงหกฟุตกว่าๆ หุ่นเอ็กซ์กระชากใจสาวๆ ผู้มีแววตาสีสนิมเป็นประกายคมกล้า แต่ทว่าบางคราดวงตาของเขาก็เหมือนมีมนต์ขลัง มีพลังดึงดูดมหาศาลที่จะทำให้สาวๆ คนไหนก็ตามที่เผลอจ้องสบตาเขา อาจตกหลุมเสน่ห์ของผู้ชายคนนี้ได้ง่ายๆ
ร่างสูงสง่าเกือบ 190 เซนติเมตร กำลังยืนพินิจดูรูปวาดของผู้หญิงคนหนึ่ง นัยน์ตาคมกวาดมองภาพศิลปะจากปลายพู่กันอันอ่อนช้อยงดงามตรงหน้าด้วยความสนใจ ชายหนุ่มรู้ว่านี่ต้องเป็นผลงานชิ้นเอกของน้องชายร่วมมารดาของเขาอย่างแน่นอน
ผู้หญิงในภาพช่างมีใบหน้างดงามราวกับนางฟ้านางสวรรค์ที่เขายังไม่เคยพานพบ ใบหน้าเรียวสวยประดับไปด้วยคิ้วโก่งดั่งคันศร ที่พาดอยู่บนดวงตาสีน้ำตาลเข้มกลมโตอย่างสาวเอเชีย ประกายตาหวานซึ้งดูมีชีวิตชีวาจนฟรานซิสเผลอคิดว่าเธอกำลังสบตาเขาอยู่เช่นกัน กลีบปากบางแดงเรื่อดั่งกลีบกุหลาบแรกแย้มคลี่ยิ้มออกเล็กน้อย ทำให้ดวงหน้าของเธอดูเปล่งปลั่งเรืองรองน่ามองยิ่งนัก
รูปร่างบอบบางอรชรในชุดเดรสเกาะอกสีขาว กำลังนั่งอยู่ในท่าหันข้างมองมาทางเขาเล็กน้อย เส้นผมสีน้ำตาลเงาวับดุจแพรไหม ที่ยาวเลยเอวบางที่คอดกิ่ว พลิ้วไปตามสายลมพัดลู่ไปด้านหลัง ผิวขาวผุดผ่องของไหล่เนียนที่เผยให้เห็น ทำให้ชายหนุ่มคิดจินตนาการไปถึงไหนต่อไหน จนไม่รู้สึกตัวเลยว่าเจ้าของภาพวาดรูปนี้ ได้มายืนอยู่ข้างหลังของเขานานแล้ว
“สวยมั้ยครับพี่” เสียงห้าวถามเบาๆ ขณะที่สายตาคมยังคงจ้องมองผลงานของตนเองที่เขาใช้หัวใจวาดออกมา ด้วยประกายตาพราวระยับ
“สวย” ร่างสูงใหญ่ขยับริมฝีปากเล็กน้อยแทบไม่ได้ยินเสียง
“ใช่ครับ เธอสวยมาก และเธอก็เป็นผู้หญิงที่ผมรักด้วย” แฟรงค์รำพรรณออกมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“อะไรนะ! นายพูดใหม่ซิ เมื่อกี้ฉันได้ยินนายบอกว่าหล่อนเป็นคนรักของนายอย่างงั้นเหรอ”
ฟรานซิสหลุดออกจากโลกแห่งความฝันและจินตนาการเมื่อครู่ทันที หันมามองหน้าน้องชายด้วยสีหน้าประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง น้องชายของเขาไปมีคนรักตั้งแต่เมื่อไหร่กัน คิ้วเข้มดกดำดั่งปีกกาย่นเข้าหากันทันที เมื่อสบตากับดวงตาคมพราวระยับของร่างสูงสันทัดที่ยืนอยู่ข้างๆ ซึ่งมีความสูงไล่เลี่ยกับเขา
“พี่ได้ยินไม่ผิดหรอกครับ เธอเป็นคนรักของผม จริงๆ” แฟรงค์ ตอบพี่ชายต่างบิดาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นมั่นใจ
“แล้วนายคบกับผู้หญิงในภาพนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่” ฟรานซิสไม่เข้าใจตนเองเหมือนกัน ว่าทำไมเขาจะต้องสนใจด้วยว่า น้องชายของเขาจะคบกับผู้หญิงคนไหน เมื่อไหร่ ยังไง
“เมื่อวาน” เสียงห้าวทุ้มตอบสั้นๆ
“อะไรนะ! เมื่อวาน!” เสียงห้าวเข้มทรงพลังอุทานเป็นคำรบสอง ด้วยความพิศวงงงงวยอย่างนึกไม่ถึง อะไรกัน...คนเราจะตกหลุมรักกันง่ายๆ เร็วขนาดนี้เชียวเหรอ แค่วันเดียวเนี่ยนะ โอ้พระเจ้า! เขาไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ แต่ว่ามันก็เป็นไปแล้ว เขาชักอยากจะเห็นตัวจริงของผู้หญิงคนนี้เสียแล้วสิ อยากรู้ว่าเธอเป็นใคร? มีอะไรดีนักหนา ถึงสามารถครอบครองหัวใจที่แสนจะเย็นชาของน้องชายของเขาได้ สายตาคมกล้าหรี่มองภาพสาวสวยตรงหน้าอีกครั้ง
ดูท่า...คงไม่มีแค่เพียงฟรานซิสเท่านั้นที่มองภาพวาดของหญิงสาวสวยสะดุดตาด้วยความสนใจ แต่ด้านหลังของเสาบ้านต้นใหญ่ที่ทำจากไม้สักทั้งต้น ซึ่งแกะสลักเสลาลวดลายเป็นรูปมังกรเลื้อยรัดรอบเสา ได้มีสายตาอีกคู่กำลังแอบมองภาพนั้นอยู่ไม่ห่างมากนัก สามารถได้ยินในสิ่งที่ทั้งสองหนุ่มกำลังคุยกันได้อย่างชัดเจน
หน้าตาของสาวน้อยในภาพวาด ช่างดูคุ้นตาเขายิ่งนัก ดวงตากลมโตหวานซึ้งที่เป็นเอกลักษณ์ ริมฝีปากบางเจ่อเล็กน้อยคล้ายริมฝีปากของใครบางคน และที่สำคัญ เมื่อรวมทุกอย่างบนใบหน้าเรียวสวยเข้าด้วยกัน มันช่างละม้ายคล้ายคลึงกับใครบางคนที่เขาเคยรู้จักเป็นอย่างดี รู้จัก! และไม่มีวันลืม! แต่เขาก็ยังไม่มั่นใจนัก ว่าเธอจะใช่อย่างที่เขาคิดอยู่หรือเปล่า ร่างสูงภูมิฐานจึงได้ยืนนิ่งแอบฟังสองหนุ่มพูดคุยกันต่อไปเงียบๆ
“แล้วนาย รู้จักกับเธอที่ไหน”
“ที่หอไอเฟล เธอไปยืนดูหอไอเฟลอยู่นานมาก เธอขอให้ผมช่วยถ่ายรูปให้เธอ” คนที่กำลังมีความรักเบ่งบานอยู่ในหัวใจพูดไปยิ้มไป เมื่อนึกถึงใบหน้าสวยหวานที่แย้มยิ้มให้เขา เธอพูดกับเขาด้วยสำเนียงภาษาอังกฤษแปร่งๆ แต่ช่างไพเราะน่าฟังยิ่งนัก เสียงใสเล็กๆ กับรอยยิ้มหวานพิมพ์ใจ ทำให้เขาหลงใหล และตกหลุมรักเธอนาทีนั้นเอง
“นายก็เลยขอให้เธอตอบแทนน้ำใจ ด้วยการให้เขามาเป็นนางแบบวาดรูปให้กับนายงั้นสิ”
“อืม...ก็ทำนองนั้น”
“แล้วเธอก็ยอมให้นายวาดรูปของเธอง่ายๆ เนี่ยนะ”
“แล้วมีเหตุผลอะไรที่เธอจะต้องปฏิเสธผมด้วยล่ะครับ”
“เออ...นั่นสิ ทำไมเธอจะต้องปฏิเสธผู้ชายหล่อๆ รวยๆ อย่างนายด้วยล่ะ ผู้หญิงคนไหนปฏิเสธนายก็คงจะโง่เต็มที” เพราะฟรานซิสคิดว่า ผู้หญิงที่น้องชายของเขากำลังตกหลุมรัก จะต้องรู้แน่ๆ ว่าแฟรงค์เป็นทายาทของมหาเศรษฐีพันล้าน เธอถึงได้ยอมตามใจผู้ชายแปลกหน้าง่ายๆ ทั้งๆ ที่เพิ่งพบกันครั้งแรก
“พี่กำลังคิดอะไรอยู่น่ะ” สายตาขุ่นขวางที่เหมือนไม่พอใจตวัดมองคนที่ตัวสูงกว่าเขาไม่ถึงคืบด้วยความเคลือบแคลงสงสัย
“เปล่านี่ ไม่ได้คิดอะไรเล้ย” คนที่กำลังถูกจับผิดรีบปฏิเสธเสียงสูง ก่อนที่จะพูดต่อให้มันดูดีขึ้นมานิดหนึ่ง
“ฉันก็แค่คิดว่า เขาอาจจะรีบเร่ง มีธุระ อะไรประมาณนี้” ฟรานซิสขยายความเพื่อให้คิ้วเข้มที่กำลังขมวดมุ่นมองเขาอย่างไม่ชอบใจคลายลง เพราะเหมือนแฟรงค์จะรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ในนาทีแรก
“เธอบอกว่า เสียเวลาให้ผมวาดรูปเธอแค่ครึ่งชั่วโมง ไม่ได้ทำให้เธอเดือดร้อนมากมายนัก และเธอก็เต็มใจจะให้ผมวาดรูปของเธอด้วย”
“มิน่า”
“มิน่าอะไร” เจ้าของภาพวาดหันมาทำตาขุ่นใส่พี่ชายอีกเป็นครั้งที่สอง
“อ๋อ...ก็...มิน่า...ภาพถึงได้ออกมาสวยแบบนี้ไงล่ะ” คนเจ้าเล่ห์ลื่นไหลเอาตัวรอดไปได้เรื่อยๆ แต่สายตาก็ยังจดจ้องภาพวาดตรงหน้าไม่วางตา
“ตัวจริงสวยกว่านี้อีก” แฟรงค์มองคนในรูปวาดด้วยนัยน์ตาหวานฉ่ำ ฟรานซิสลอบสังเกตดูสีหน้าท่าทางของคนข้างๆ ก็พอจะเดาออกว่าน้องชายของเขาคงจะหลงรักผู้หญิงในภาพนี้มากน่าดู เขาถึงพูดอะไรขัดหูไม่ได้เลย เป็นต้องถามกลับด้วยสายตาไม่พอใจทุกที
“เธอชื่ออะไร”
“อัญญาลิน...อัญญาลิน อัครธาดา” คำตอบของแฟรงค์ น่าจะเป็นถ้อยคำรำพรรณที่พูดขึ้นมาลอยๆ มากกว่า แต่มันก็ลอยไปกระทบใบหูของคนที่ยืนแอบฟังอยู่ข้างหลังเสาต้นใหญ่เข้าเต็มเปา
‘ใช่จริงๆ ด้วย ผู้หญิงในภาพนั้น จะต้องมีความเกี่ยวข้องกับคนนามสกุลนั้นอย่างแน่นอน’ อัญญาลิน อัครธาดางั้นหรือ...อัครธาดา นามสกุลนี้เขาไม่มีวันลืม!’ ต่อให้เวลาจะผ่านพ้นมานานยี่สิบกว่าปีแล้วก็ตาม และเขาจะต้องสืบรู้ให้ได้ว่าสาวน้อยในภาพวาดคนนั้นเป็นใคร มาจากไหน ทำไมถึงได้ใช้นามสกุลเดียวกันกับคนๆ นั้น ‘คนที่เขาแค้นมากที่สุด!’
“หึๆ” เสียงหัวเราะน่าขนลุก ลอยขึ้นกลางอากาศแทบจะไม่ได้ยินเสียง แต่ทว่าสายตาวาวโรจน์คู่นั้นกลับลุกโชนมากยิ่งขึ้นเมื่อมองไปยังเงาภาพของศัตรู นิ่งดูอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่ร่างสูงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยอำนาจจะเดินออกไปจากที่ตรงนั้นอย่างเงียบกริบเหมือนกับตอนที่เขาเดินเข้ามา
ร่างสูงสง่าเกือบ 190 เซนติเมตร กำลังยืนพินิจดูรูปวาดของผู้หญิงคนหนึ่ง นัยน์ตาคมกวาดมองภาพศิลปะจากปลายพู่กันอันอ่อนช้อยงดงามตรงหน้าด้วยความสนใจ ชายหนุ่มรู้ว่านี่ต้องเป็นผลงานชิ้นเอกของน้องชายร่วมมารดาของเขาอย่างแน่นอน
ผู้หญิงในภาพช่างมีใบหน้างดงามราวกับนางฟ้านางสวรรค์ที่เขายังไม่เคยพานพบ ใบหน้าเรียวสวยประดับไปด้วยคิ้วโก่งดั่งคันศร ที่พาดอยู่บนดวงตาสีน้ำตาลเข้มกลมโตอย่างสาวเอเชีย ประกายตาหวานซึ้งดูมีชีวิตชีวาจนฟรานซิสเผลอคิดว่าเธอกำลังสบตาเขาอยู่เช่นกัน กลีบปากบางแดงเรื่อดั่งกลีบกุหลาบแรกแย้มคลี่ยิ้มออกเล็กน้อย ทำให้ดวงหน้าของเธอดูเปล่งปลั่งเรืองรองน่ามองยิ่งนัก
รูปร่างบอบบางอรชรในชุดเดรสเกาะอกสีขาว กำลังนั่งอยู่ในท่าหันข้างมองมาทางเขาเล็กน้อย เส้นผมสีน้ำตาลเงาวับดุจแพรไหม ที่ยาวเลยเอวบางที่คอดกิ่ว พลิ้วไปตามสายลมพัดลู่ไปด้านหลัง ผิวขาวผุดผ่องของไหล่เนียนที่เผยให้เห็น ทำให้ชายหนุ่มคิดจินตนาการไปถึงไหนต่อไหน จนไม่รู้สึกตัวเลยว่าเจ้าของภาพวาดรูปนี้ ได้มายืนอยู่ข้างหลังของเขานานแล้ว
“สวยมั้ยครับพี่” เสียงห้าวถามเบาๆ ขณะที่สายตาคมยังคงจ้องมองผลงานของตนเองที่เขาใช้หัวใจวาดออกมา ด้วยประกายตาพราวระยับ
“สวย” ร่างสูงใหญ่ขยับริมฝีปากเล็กน้อยแทบไม่ได้ยินเสียง
“ใช่ครับ เธอสวยมาก และเธอก็เป็นผู้หญิงที่ผมรักด้วย” แฟรงค์รำพรรณออกมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“อะไรนะ! นายพูดใหม่ซิ เมื่อกี้ฉันได้ยินนายบอกว่าหล่อนเป็นคนรักของนายอย่างงั้นเหรอ”
ฟรานซิสหลุดออกจากโลกแห่งความฝันและจินตนาการเมื่อครู่ทันที หันมามองหน้าน้องชายด้วยสีหน้าประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง น้องชายของเขาไปมีคนรักตั้งแต่เมื่อไหร่กัน คิ้วเข้มดกดำดั่งปีกกาย่นเข้าหากันทันที เมื่อสบตากับดวงตาคมพราวระยับของร่างสูงสันทัดที่ยืนอยู่ข้างๆ ซึ่งมีความสูงไล่เลี่ยกับเขา
“พี่ได้ยินไม่ผิดหรอกครับ เธอเป็นคนรักของผม จริงๆ” แฟรงค์ ตอบพี่ชายต่างบิดาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นมั่นใจ
“แล้วนายคบกับผู้หญิงในภาพนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่” ฟรานซิสไม่เข้าใจตนเองเหมือนกัน ว่าทำไมเขาจะต้องสนใจด้วยว่า น้องชายของเขาจะคบกับผู้หญิงคนไหน เมื่อไหร่ ยังไง
“เมื่อวาน” เสียงห้าวทุ้มตอบสั้นๆ
“อะไรนะ! เมื่อวาน!” เสียงห้าวเข้มทรงพลังอุทานเป็นคำรบสอง ด้วยความพิศวงงงงวยอย่างนึกไม่ถึง อะไรกัน...คนเราจะตกหลุมรักกันง่ายๆ เร็วขนาดนี้เชียวเหรอ แค่วันเดียวเนี่ยนะ โอ้พระเจ้า! เขาไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ แต่ว่ามันก็เป็นไปแล้ว เขาชักอยากจะเห็นตัวจริงของผู้หญิงคนนี้เสียแล้วสิ อยากรู้ว่าเธอเป็นใคร? มีอะไรดีนักหนา ถึงสามารถครอบครองหัวใจที่แสนจะเย็นชาของน้องชายของเขาได้ สายตาคมกล้าหรี่มองภาพสาวสวยตรงหน้าอีกครั้ง
ดูท่า...คงไม่มีแค่เพียงฟรานซิสเท่านั้นที่มองภาพวาดของหญิงสาวสวยสะดุดตาด้วยความสนใจ แต่ด้านหลังของเสาบ้านต้นใหญ่ที่ทำจากไม้สักทั้งต้น ซึ่งแกะสลักเสลาลวดลายเป็นรูปมังกรเลื้อยรัดรอบเสา ได้มีสายตาอีกคู่กำลังแอบมองภาพนั้นอยู่ไม่ห่างมากนัก สามารถได้ยินในสิ่งที่ทั้งสองหนุ่มกำลังคุยกันได้อย่างชัดเจน
หน้าตาของสาวน้อยในภาพวาด ช่างดูคุ้นตาเขายิ่งนัก ดวงตากลมโตหวานซึ้งที่เป็นเอกลักษณ์ ริมฝีปากบางเจ่อเล็กน้อยคล้ายริมฝีปากของใครบางคน และที่สำคัญ เมื่อรวมทุกอย่างบนใบหน้าเรียวสวยเข้าด้วยกัน มันช่างละม้ายคล้ายคลึงกับใครบางคนที่เขาเคยรู้จักเป็นอย่างดี รู้จัก! และไม่มีวันลืม! แต่เขาก็ยังไม่มั่นใจนัก ว่าเธอจะใช่อย่างที่เขาคิดอยู่หรือเปล่า ร่างสูงภูมิฐานจึงได้ยืนนิ่งแอบฟังสองหนุ่มพูดคุยกันต่อไปเงียบๆ
“แล้วนาย รู้จักกับเธอที่ไหน”
“ที่หอไอเฟล เธอไปยืนดูหอไอเฟลอยู่นานมาก เธอขอให้ผมช่วยถ่ายรูปให้เธอ” คนที่กำลังมีความรักเบ่งบานอยู่ในหัวใจพูดไปยิ้มไป เมื่อนึกถึงใบหน้าสวยหวานที่แย้มยิ้มให้เขา เธอพูดกับเขาด้วยสำเนียงภาษาอังกฤษแปร่งๆ แต่ช่างไพเราะน่าฟังยิ่งนัก เสียงใสเล็กๆ กับรอยยิ้มหวานพิมพ์ใจ ทำให้เขาหลงใหล และตกหลุมรักเธอนาทีนั้นเอง
“นายก็เลยขอให้เธอตอบแทนน้ำใจ ด้วยการให้เขามาเป็นนางแบบวาดรูปให้กับนายงั้นสิ”
“อืม...ก็ทำนองนั้น”
“แล้วเธอก็ยอมให้นายวาดรูปของเธอง่ายๆ เนี่ยนะ”
“แล้วมีเหตุผลอะไรที่เธอจะต้องปฏิเสธผมด้วยล่ะครับ”
“เออ...นั่นสิ ทำไมเธอจะต้องปฏิเสธผู้ชายหล่อๆ รวยๆ อย่างนายด้วยล่ะ ผู้หญิงคนไหนปฏิเสธนายก็คงจะโง่เต็มที” เพราะฟรานซิสคิดว่า ผู้หญิงที่น้องชายของเขากำลังตกหลุมรัก จะต้องรู้แน่ๆ ว่าแฟรงค์เป็นทายาทของมหาเศรษฐีพันล้าน เธอถึงได้ยอมตามใจผู้ชายแปลกหน้าง่ายๆ ทั้งๆ ที่เพิ่งพบกันครั้งแรก
“พี่กำลังคิดอะไรอยู่น่ะ” สายตาขุ่นขวางที่เหมือนไม่พอใจตวัดมองคนที่ตัวสูงกว่าเขาไม่ถึงคืบด้วยความเคลือบแคลงสงสัย
“เปล่านี่ ไม่ได้คิดอะไรเล้ย” คนที่กำลังถูกจับผิดรีบปฏิเสธเสียงสูง ก่อนที่จะพูดต่อให้มันดูดีขึ้นมานิดหนึ่ง
“ฉันก็แค่คิดว่า เขาอาจจะรีบเร่ง มีธุระ อะไรประมาณนี้” ฟรานซิสขยายความเพื่อให้คิ้วเข้มที่กำลังขมวดมุ่นมองเขาอย่างไม่ชอบใจคลายลง เพราะเหมือนแฟรงค์จะรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ในนาทีแรก
“เธอบอกว่า เสียเวลาให้ผมวาดรูปเธอแค่ครึ่งชั่วโมง ไม่ได้ทำให้เธอเดือดร้อนมากมายนัก และเธอก็เต็มใจจะให้ผมวาดรูปของเธอด้วย”
“มิน่า”
“มิน่าอะไร” เจ้าของภาพวาดหันมาทำตาขุ่นใส่พี่ชายอีกเป็นครั้งที่สอง
“อ๋อ...ก็...มิน่า...ภาพถึงได้ออกมาสวยแบบนี้ไงล่ะ” คนเจ้าเล่ห์ลื่นไหลเอาตัวรอดไปได้เรื่อยๆ แต่สายตาก็ยังจดจ้องภาพวาดตรงหน้าไม่วางตา
“ตัวจริงสวยกว่านี้อีก” แฟรงค์มองคนในรูปวาดด้วยนัยน์ตาหวานฉ่ำ ฟรานซิสลอบสังเกตดูสีหน้าท่าทางของคนข้างๆ ก็พอจะเดาออกว่าน้องชายของเขาคงจะหลงรักผู้หญิงในภาพนี้มากน่าดู เขาถึงพูดอะไรขัดหูไม่ได้เลย เป็นต้องถามกลับด้วยสายตาไม่พอใจทุกที
“เธอชื่ออะไร”
“อัญญาลิน...อัญญาลิน อัครธาดา” คำตอบของแฟรงค์ น่าจะเป็นถ้อยคำรำพรรณที่พูดขึ้นมาลอยๆ มากกว่า แต่มันก็ลอยไปกระทบใบหูของคนที่ยืนแอบฟังอยู่ข้างหลังเสาต้นใหญ่เข้าเต็มเปา
‘ใช่จริงๆ ด้วย ผู้หญิงในภาพนั้น จะต้องมีความเกี่ยวข้องกับคนนามสกุลนั้นอย่างแน่นอน’ อัญญาลิน อัครธาดางั้นหรือ...อัครธาดา นามสกุลนี้เขาไม่มีวันลืม!’ ต่อให้เวลาจะผ่านพ้นมานานยี่สิบกว่าปีแล้วก็ตาม และเขาจะต้องสืบรู้ให้ได้ว่าสาวน้อยในภาพวาดคนนั้นเป็นใคร มาจากไหน ทำไมถึงได้ใช้นามสกุลเดียวกันกับคนๆ นั้น ‘คนที่เขาแค้นมากที่สุด!’
“หึๆ” เสียงหัวเราะน่าขนลุก ลอยขึ้นกลางอากาศแทบจะไม่ได้ยินเสียง แต่ทว่าสายตาวาวโรจน์คู่นั้นกลับลุกโชนมากยิ่งขึ้นเมื่อมองไปยังเงาภาพของศัตรู นิ่งดูอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่ร่างสูงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยอำนาจจะเดินออกไปจากที่ตรงนั้นอย่างเงียบกริบเหมือนกับตอนที่เขาเดินเข้ามา
Chapter 2
ฟรานซิสได้รับคำสั่งให้ไปสืบค้นหาประวัติของผู้หญิงในรูปภาพวาดนั้นอย่างเร่งด่วน ชายหนุ่มไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ผู้หญิงคนนั้นมีความสำคัญยังไง พอเขาถาม คำตอบที่ได้รับกลับมาก็คือ “แกจะต้องสืบค้นประวัติของผู้หญิงคนนั้นมาให้ได้เสียก่อน แล้วฉันจะบอกแกเอง ว่าหล่อนมีความสำคัญยังไง”
แอสตันมาร์ตินสีบรอนซ์เงินมันปลาบ ขับสะกดรอยตามอัลฟาโรมิโอสีแดงคันหรูไปเรื่อยๆ อย่างใจเย็น บ่ายนี้แฟรงค์บอกว่า เขามีนัดจะเอาภาพวาดไปให้อัญญาลิน โดยหญิงสาวบอกว่า ถ้าเธอถูกใจ เธอจะยอมเป็นนางแบบให้เขาวาดภาพอีกหนึ่งภาพ แต่ต้องเป็นภาพที่มีฉากหลังเป็นภาพไร่องุ่น ซึ่งเป็นไร่องุ่นที่เขาได้เล่าให้เธอฟังว่าที่นั่นสวยงามมาก แต่ยังไม่ได้บอกว่าไร่องุ่นแห่งนั้นเป็นของใคร
ครึ่งชั่วโมงต่อมา แฟรงค์ก็ขับรถคันหรูมาจอดที่หน้าสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง ร่างสูงรีบลงจากรถเพื่อเดินไปยังที่นัดหมาย ฟรานซิสก็จอดรถไว้ใกล้ๆ แล้วพาร่างอันโดดเด่นเดินตามเป้าหมายไปเรื่อยๆ ในที่สุดเขาก็เห็นสาวน้อยคนนั้นมาปรากฏตัวตรงหน้าน้องชายของเขา เมื่อแฟรงค์ไปยืนรอได้ไม่ถึงสองนาที ตัวจริงของหล่อนสวยน่ารักมากกว่าในรูปอย่างที่น้องชายของเขาพูดไว้จริงๆ
มือเรียวยื่นออกมารับภาพวาดไปดู ดวงตากลมโตเบิกกว้าง ริมฝีปากสีกุหลาบคลี่ยิ้มออกมาจนเห็นฟันสีขาวสะอาดเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ รอยยิ้มสดใสมีชีวิตชีวา แววตาที่เปล่งประกายลิงโลดไร้เดียงสา ช่างดูมีเสน่ห์น่ามองมากเหลือเกิน สายตาที่มองสาวน้อยพราวระยับ ปากหยักได้รูปของคนที่แอบมองอยู่ห่างๆ กระตุกยิ้มมุมปากออกมาโดยไม่รู้ตัว
ไม่กี่นาทีต่อมา ร่างเพรียวบางก็ก้าวตามจิตรกรหนุ่มไปขึ้นรถ สงสัยว่าหล่อนคงจะถูกใจภาพวาดของแฟรงค์อย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้นหล่อนคงไม่ตามน้องชายของเขาไปขึ้นรถและขับออกไปด้วยกัน
ฟรานซิสรีบขับรถตามไปโดยไม่ให้คลาดสายตา เขาอยากจะรู้นักว่าแฟรงค์จะพาคนรักของเขาไปวาดรูปกันที่ไหน หวังว่าคงจะไม่พากันไปวาดรูปจนถึงในโรงแรมหรอกนะ นักสืบจำเป็นแต่เต็มใจจะสืบคิดอกุศลไปทั่ว ในขณะที่รถของทั้งคู่กำลังขับออกไปนอกตัวเมืองเรื่อยๆ
“จะพากันไปไหนกันนะ ทำไมถึงออกมาไกลมากขนาดนี้” ร่างหนาที่กำลังขับรถตามรำพึงกับตนเอง ก่อนที่จะเหยียบคันเร่งตามไปโดยเว้นระยะห่างแค่พอไม่เป็นที่สังเกตเห็น แล้วก็ต้องแปลกใจ เมื่อรถของน้องชายเขากำลังเลี้ยวไปทางไร่องุ่นของครอบครัวเขาเอง
“นั่นมันไปทางวินยาร์ดของเรานี่” นี่หล่อนคงรู้แล้วสินะว่าแฟรงค์เป็นถึงเจ้าของไร่องุ่นผู้มั่งคั่งร่ำรวย คงคิดอยากจะรวยทางลัดล่ะสิ ถึงได้รีบหว่านเสน่ห์ด้วยการหาทางพาตัวเองเข้ามาใกล้ชิดน้องชายของเขา
หล่อนช่างกล้าจริงๆ แต่ผู้หญิงที่เห็นแก่เงินชอบจับผู้ชายรวยๆ มาทำสามีแบบนี้ เขาไม่มีทางยอมรับให้มาเป็นน้องสะใภ้ของเขาแน่ๆ และเขาจะต้องสืบรู้ให้ได้ว่าหล่อนเป็นใคร กำลังหวังอะไรจากน้องชายของเขา แต่ที่รู้ๆ ผู้หญิงคนนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน
ไม่นานนักรถอัลฟาโรมิโอสีแดงก็ขับเข้าไปในไร่องุ่นที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาของตระกูลฟาร์นองเดซ ร่างสูงใหญ่รีบลงจากรถแอบตามไปดูสองหนุ่มสาวอย่างไม่ให้คลาดสายตา ยืนเฝ้าดูความเคลื่อนไหวทุกอย่างของคนทั้งสอง แต่ภาพของนางแบบวาดรูปกลับสะกดสายตาของฟรานซิสให้มองเธอแต่เพียงผู้เดียว
มือใหญ่แอบถ่ายรูปเธอด้วยไอโฟนรุ่นล่าสุด แล้วเดินไปนั่งรอในรถของเขาขณะที่แฟรงค์กำลังลงมือวาดรูปอัญญาลิน กระทั่งเวลาผ่านไปถึงสองชั่วโมง สองหนุ่มสาวถึงได้พากันขับรถออกมาจากไร่องุ่น
“ดูท่าทางมีความสุขกันจังเลยนะ” ริมฝีปากหยักได้รูปเหยียดยิ้ม ก่อนที่จะขับพาหนะคู่ใจพุ่งทะยานตามไปอย่างรวดเร็ว
อัญญาลินดูท่าทางมีความสุขมาก หลังจากที่ได้ไปเที่ยวไร่องุ่นที่ใหญ่ที่สุดของอัลซาสมา ไม่น่าเชื่อเลยว่าปาฏิหาริย์จะมีจริง เพราะเธอแอบหนีมาเที่ยวถึงที่นี่ก็เพื่อหวังว่าจะได้มีโอกาสได้พบกับเจ้าของวินยาร์ด (Vineyard) แห่งแคว้นอัลซาส (Alsace) ซึ่งเป็นแคว้นที่มีชื่อเสียงเรื่องการผลิตไวน์แคว้นหนึ่งของฝรั่งเศส แล้วเธอก็พบเขาเข้าโดยบังเอิญ
สาเหตุที่เธออยากมาที่แคว้นอัลซาสก็เพราะว่า เธออยากเห็นไร่องุ่นและอยากรู้เรื่องขบวนการผลิตไวน์ของที่นี่ในคราบของนักท่องเที่ยว
เพราะครอบครัวของเธอที่เมืองไทยเปิดบริษัทผลิตไวน์ซึ่งกำลังประสบปัญหาด้านคู่แข่งทางการค้าที่กำลังเข้ามาแย่งลูกค้าของบริษัทของครอบครัวเธออยู่ในขณะนี้ หญิงสาวจึงคิดอยากจะศึกษาหาวิธีที่จะเอาชนะคู่แข่งคนสำคัญที่เมืองไทย โดยการออกมาท่องเที่ยวเพื่อศึกษาหาข้อมูลเพื่อจะนำความรู้ต่างๆ เรื่องการผลิตไวน์ไปปรังปรุง เพื่อยกระดับคุณภาพสินค้าให้ล้ำหน้าคู่แข่งไปให้ได้
และวันนี้ก็นับว่าเป็นก้าวแรกของความสำเร็จอีกขั้นหนึ่งที่เธอได้วางแผนเอาไว้ แฟรงค์ดูเป็นผู้ชายที่ไว้ใจได้และอัธยาศัยดีมีน้ำใจ เธอถูกชะตากับเขาตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พูดคุยกัน หญิงสาวไม่รู้สักนิดว่าเขาเป็นถึงเจ้าของไร่องุ่นที่กินเนื้อที่มากมายมหาศาลขนาดนั้น เพราะมารู้เอาตอนที่เขาวาดรูปให้เธอเสร็จแล้วนั่นแหละ แฟรงค์ถึงได้บอกเรื่องนี้กับเธอ
ร่างเพรียวระหงเดินหอบหิ้วของพะรุงพะรัง ขณะที่กำลังเดินทางกลับที่พักของตนเองที่อยู่ห่างไปแค่สองช่วงตึกเท่านั้น
พลั่ก!
อุ๊ย!
ตุ้บ! ร่างบางก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้นทันทีเพราะไม่ทันได้ระวัง เพราะเดินชนเข้ากับร่างหนาที่เดินตรงเข้ามาอย่างจัง ของทุกอย่างในมือของหญิงสาวจึงหล่นกระจัดกระจายอยู่รอบตัว
“ขอโทษนะครับ ผมเดินไม่ทันระวัง ให้ผมช่วยเก็บของนะครับคุณผู้หญิง” เสียงทุ้มสุภาพเอ่ยออกมา เมื่อย่อตัวลงนั่งยองๆ เสมอกับหญิงสาว อัญญาลินหยุดชะงักทันทีเมื่อมือเรียวเล็กไปสัมผัสกับนิ้วเรียวใหญ่ที่กำลังหยิบสิ่งของที่หล่นลงพื้นชิ้นเดียวกันกับเธอ
สายตาสองคู่สบประสานกันเข้าอย่างจัง ต่างคนต่างก็ตะลึงมองกันและกันราวกับโลกหยุดหมุนชั่วคราว แก้มนวลสองข้างของหญิงสาวร้อนวูบวาบไปหมด เมื่อถูกสายตาที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์จ้องมองมาที่เธอนิ่ง นัยน์ตาของเขาเปล่งประกายระยับ พร้อมกับที่ริมฝีปากคมเฉียบคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย
“เอ่อ...ฉันต้องขอโทษด้วยนะคะที่เดินไม่ระวัง”
นิสัยส่วนตัวของอัญญาลินที่ไม่เคยเปลี่ยนก็คือ ไม่ว่าเธอจะเดินไปชนใคร หรือว่าใครเดินชนเธอ เธอก็จะกล่าวคำขอโทษก่อนทุกครั้งโดยไม่สนใจว่าใครจะผิดหรือใครจะถูก
“ผมต่างหากที่ต้องขอโทษคุณ” ขณะที่กล่าวคำขอโทษฟรานซิสก็ส่งสายตากรุ้มกริ่มมองเธอไม่วางตา จนสาวน้อยรู้สึกขัดเขินมากยิ่งขึ้น ดวงตากลมโตหลุบต่ำลง มองมือใหญ่ที่ยังไม่ปล่อยมือเธอให้เป็นอิสระ ก่อนที่จะเงยหน้ามองชายหนุ่มอีกครั้ง
“เอ่อ ปล่ะ...ปล่อยมือฉัน ได้แล้วค่ะ” เสียงที่ประหม่า ฟังดูกระท่อนกระแท่นเพราะความเขินจัด
ก็เขาหล่อบาดจิตบาดใจมากขนาดนั้น ผู้หญิงคนไหนที่ได้เห็นและได้เข้าใกล้ ก็ต้องรู้สึกใจเต้นและประหม่าเป็นธรรมดา ยิ่งต้องมาประสานสายตา สัมผัสใกล้ชิดกันมากจนแทบจะหายใจรินรดใบหน้ากันและกันขนาดนี้ หัวใจของหญิงสาวก็แทบจะกระเด็นกระดอนออกมานอกอกเสียให้ได้
“ขอโทษครับ” พูดพร้อมกับค่อยๆ ปล่อยมือบางให้เป็นอิสระด้วยความรู้สึกเสียดายเล็กน้อย
ขนาดหลังมือยังนุ่มเนียนน่าสัมผัสขนาดนั้น แล้วเนื้อนุ่ม นูนเต่งของหล่อนตรงเนินอกที่โผล่พ้นออกมาเล็กน้อยยั่วยวนสายตา ภายใต้ชุดเดรสเกาะอกสีชมพูอ่อนๆ นั้นล่ะ จะน่าสัมผัสมากขนาดไหน หนุ่มหล่อเจ้าสำราญที่จัดเจนในสนามรักจินตนาการไปไกล โดยที่สาวน้อยตรงหน้าไม่อาจจะล่วงรู้ได้เลย
สาวน้อยมัวแต่ก้มหน้าขัดเขิน และรีบเก็บกระเป๋าเอกสารต่างๆ รวมทั้งม้วนรูปภาพหอบเอามาไว้เต็มอ้อมแขน และเพราะความรีบเร่ง ขัดเขินหรือว่าเพราะความสะเพร่าก็แล้วแต่ ทำให้หญิงสาวไม่ทันได้สังเกตว่าสุภาพบุรุษรูปงามที่เหมือนจะมีน้ำใจกับเธอได้แอบเก็บพับซ่อนเอกสารบางอย่างของเธอเอาไว้อย่างมิดชิดในกระเป๋าเสื้อสูทสีเข้มของเขา
“ขอบคุณมากนะคะ” อัญญาลินฉีกยิ้มกว้าง ค้อมศีรษะให้คนตัวโตตรงหน้าเล็กน้อย เพื่อเป็นการขอบคุณที่เขาอุตส่าห์มีน้ำใจช่วยเก็บของที่หล่นให้เธอ
“ไม่เป็นไรครับ”
“ฉันไปนะคะ” สองเท้าเล็กเบรกแทบไม่ทันเมื่อร่างสูงใหญ่เดินมาดักทางข้างหน้ากะทันหัน ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ
“เราต้องได้พบกันอีกแน่นอนครับ”
“เอ่อ...อะไรนะคะ”
ฟรานซิสได้รับคำสั่งให้ไปสืบค้นหาประวัติของผู้หญิงในรูปภาพวาดนั้นอย่างเร่งด่วน ชายหนุ่มไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ผู้หญิงคนนั้นมีความสำคัญยังไง พอเขาถาม คำตอบที่ได้รับกลับมาก็คือ “แกจะต้องสืบค้นประวัติของผู้หญิงคนนั้นมาให้ได้เสียก่อน แล้วฉันจะบอกแกเอง ว่าหล่อนมีความสำคัญยังไง”
แอสตันมาร์ตินสีบรอนซ์เงินมันปลาบ ขับสะกดรอยตามอัลฟาโรมิโอสีแดงคันหรูไปเรื่อยๆ อย่างใจเย็น บ่ายนี้แฟรงค์บอกว่า เขามีนัดจะเอาภาพวาดไปให้อัญญาลิน โดยหญิงสาวบอกว่า ถ้าเธอถูกใจ เธอจะยอมเป็นนางแบบให้เขาวาดภาพอีกหนึ่งภาพ แต่ต้องเป็นภาพที่มีฉากหลังเป็นภาพไร่องุ่น ซึ่งเป็นไร่องุ่นที่เขาได้เล่าให้เธอฟังว่าที่นั่นสวยงามมาก แต่ยังไม่ได้บอกว่าไร่องุ่นแห่งนั้นเป็นของใคร
ครึ่งชั่วโมงต่อมา แฟรงค์ก็ขับรถคันหรูมาจอดที่หน้าสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง ร่างสูงรีบลงจากรถเพื่อเดินไปยังที่นัดหมาย ฟรานซิสก็จอดรถไว้ใกล้ๆ แล้วพาร่างอันโดดเด่นเดินตามเป้าหมายไปเรื่อยๆ ในที่สุดเขาก็เห็นสาวน้อยคนนั้นมาปรากฏตัวตรงหน้าน้องชายของเขา เมื่อแฟรงค์ไปยืนรอได้ไม่ถึงสองนาที ตัวจริงของหล่อนสวยน่ารักมากกว่าในรูปอย่างที่น้องชายของเขาพูดไว้จริงๆ
มือเรียวยื่นออกมารับภาพวาดไปดู ดวงตากลมโตเบิกกว้าง ริมฝีปากสีกุหลาบคลี่ยิ้มออกมาจนเห็นฟันสีขาวสะอาดเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ รอยยิ้มสดใสมีชีวิตชีวา แววตาที่เปล่งประกายลิงโลดไร้เดียงสา ช่างดูมีเสน่ห์น่ามองมากเหลือเกิน สายตาที่มองสาวน้อยพราวระยับ ปากหยักได้รูปของคนที่แอบมองอยู่ห่างๆ กระตุกยิ้มมุมปากออกมาโดยไม่รู้ตัว
ไม่กี่นาทีต่อมา ร่างเพรียวบางก็ก้าวตามจิตรกรหนุ่มไปขึ้นรถ สงสัยว่าหล่อนคงจะถูกใจภาพวาดของแฟรงค์อย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้นหล่อนคงไม่ตามน้องชายของเขาไปขึ้นรถและขับออกไปด้วยกัน
ฟรานซิสรีบขับรถตามไปโดยไม่ให้คลาดสายตา เขาอยากจะรู้นักว่าแฟรงค์จะพาคนรักของเขาไปวาดรูปกันที่ไหน หวังว่าคงจะไม่พากันไปวาดรูปจนถึงในโรงแรมหรอกนะ นักสืบจำเป็นแต่เต็มใจจะสืบคิดอกุศลไปทั่ว ในขณะที่รถของทั้งคู่กำลังขับออกไปนอกตัวเมืองเรื่อยๆ
“จะพากันไปไหนกันนะ ทำไมถึงออกมาไกลมากขนาดนี้” ร่างหนาที่กำลังขับรถตามรำพึงกับตนเอง ก่อนที่จะเหยียบคันเร่งตามไปโดยเว้นระยะห่างแค่พอไม่เป็นที่สังเกตเห็น แล้วก็ต้องแปลกใจ เมื่อรถของน้องชายเขากำลังเลี้ยวไปทางไร่องุ่นของครอบครัวเขาเอง
“นั่นมันไปทางวินยาร์ดของเรานี่” นี่หล่อนคงรู้แล้วสินะว่าแฟรงค์เป็นถึงเจ้าของไร่องุ่นผู้มั่งคั่งร่ำรวย คงคิดอยากจะรวยทางลัดล่ะสิ ถึงได้รีบหว่านเสน่ห์ด้วยการหาทางพาตัวเองเข้ามาใกล้ชิดน้องชายของเขา
หล่อนช่างกล้าจริงๆ แต่ผู้หญิงที่เห็นแก่เงินชอบจับผู้ชายรวยๆ มาทำสามีแบบนี้ เขาไม่มีทางยอมรับให้มาเป็นน้องสะใภ้ของเขาแน่ๆ และเขาจะต้องสืบรู้ให้ได้ว่าหล่อนเป็นใคร กำลังหวังอะไรจากน้องชายของเขา แต่ที่รู้ๆ ผู้หญิงคนนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน
ไม่นานนักรถอัลฟาโรมิโอสีแดงก็ขับเข้าไปในไร่องุ่นที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาของตระกูลฟาร์นองเดซ ร่างสูงใหญ่รีบลงจากรถแอบตามไปดูสองหนุ่มสาวอย่างไม่ให้คลาดสายตา ยืนเฝ้าดูความเคลื่อนไหวทุกอย่างของคนทั้งสอง แต่ภาพของนางแบบวาดรูปกลับสะกดสายตาของฟรานซิสให้มองเธอแต่เพียงผู้เดียว
มือใหญ่แอบถ่ายรูปเธอด้วยไอโฟนรุ่นล่าสุด แล้วเดินไปนั่งรอในรถของเขาขณะที่แฟรงค์กำลังลงมือวาดรูปอัญญาลิน กระทั่งเวลาผ่านไปถึงสองชั่วโมง สองหนุ่มสาวถึงได้พากันขับรถออกมาจากไร่องุ่น
“ดูท่าทางมีความสุขกันจังเลยนะ” ริมฝีปากหยักได้รูปเหยียดยิ้ม ก่อนที่จะขับพาหนะคู่ใจพุ่งทะยานตามไปอย่างรวดเร็ว
อัญญาลินดูท่าทางมีความสุขมาก หลังจากที่ได้ไปเที่ยวไร่องุ่นที่ใหญ่ที่สุดของอัลซาสมา ไม่น่าเชื่อเลยว่าปาฏิหาริย์จะมีจริง เพราะเธอแอบหนีมาเที่ยวถึงที่นี่ก็เพื่อหวังว่าจะได้มีโอกาสได้พบกับเจ้าของวินยาร์ด (Vineyard) แห่งแคว้นอัลซาส (Alsace) ซึ่งเป็นแคว้นที่มีชื่อเสียงเรื่องการผลิตไวน์แคว้นหนึ่งของฝรั่งเศส แล้วเธอก็พบเขาเข้าโดยบังเอิญ
สาเหตุที่เธออยากมาที่แคว้นอัลซาสก็เพราะว่า เธออยากเห็นไร่องุ่นและอยากรู้เรื่องขบวนการผลิตไวน์ของที่นี่ในคราบของนักท่องเที่ยว
เพราะครอบครัวของเธอที่เมืองไทยเปิดบริษัทผลิตไวน์ซึ่งกำลังประสบปัญหาด้านคู่แข่งทางการค้าที่กำลังเข้ามาแย่งลูกค้าของบริษัทของครอบครัวเธออยู่ในขณะนี้ หญิงสาวจึงคิดอยากจะศึกษาหาวิธีที่จะเอาชนะคู่แข่งคนสำคัญที่เมืองไทย โดยการออกมาท่องเที่ยวเพื่อศึกษาหาข้อมูลเพื่อจะนำความรู้ต่างๆ เรื่องการผลิตไวน์ไปปรังปรุง เพื่อยกระดับคุณภาพสินค้าให้ล้ำหน้าคู่แข่งไปให้ได้
และวันนี้ก็นับว่าเป็นก้าวแรกของความสำเร็จอีกขั้นหนึ่งที่เธอได้วางแผนเอาไว้ แฟรงค์ดูเป็นผู้ชายที่ไว้ใจได้และอัธยาศัยดีมีน้ำใจ เธอถูกชะตากับเขาตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พูดคุยกัน หญิงสาวไม่รู้สักนิดว่าเขาเป็นถึงเจ้าของไร่องุ่นที่กินเนื้อที่มากมายมหาศาลขนาดนั้น เพราะมารู้เอาตอนที่เขาวาดรูปให้เธอเสร็จแล้วนั่นแหละ แฟรงค์ถึงได้บอกเรื่องนี้กับเธอ
ร่างเพรียวระหงเดินหอบหิ้วของพะรุงพะรัง ขณะที่กำลังเดินทางกลับที่พักของตนเองที่อยู่ห่างไปแค่สองช่วงตึกเท่านั้น
พลั่ก!
อุ๊ย!
ตุ้บ! ร่างบางก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้นทันทีเพราะไม่ทันได้ระวัง เพราะเดินชนเข้ากับร่างหนาที่เดินตรงเข้ามาอย่างจัง ของทุกอย่างในมือของหญิงสาวจึงหล่นกระจัดกระจายอยู่รอบตัว
“ขอโทษนะครับ ผมเดินไม่ทันระวัง ให้ผมช่วยเก็บของนะครับคุณผู้หญิง” เสียงทุ้มสุภาพเอ่ยออกมา เมื่อย่อตัวลงนั่งยองๆ เสมอกับหญิงสาว อัญญาลินหยุดชะงักทันทีเมื่อมือเรียวเล็กไปสัมผัสกับนิ้วเรียวใหญ่ที่กำลังหยิบสิ่งของที่หล่นลงพื้นชิ้นเดียวกันกับเธอ
สายตาสองคู่สบประสานกันเข้าอย่างจัง ต่างคนต่างก็ตะลึงมองกันและกันราวกับโลกหยุดหมุนชั่วคราว แก้มนวลสองข้างของหญิงสาวร้อนวูบวาบไปหมด เมื่อถูกสายตาที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์จ้องมองมาที่เธอนิ่ง นัยน์ตาของเขาเปล่งประกายระยับ พร้อมกับที่ริมฝีปากคมเฉียบคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย
“เอ่อ...ฉันต้องขอโทษด้วยนะคะที่เดินไม่ระวัง”
นิสัยส่วนตัวของอัญญาลินที่ไม่เคยเปลี่ยนก็คือ ไม่ว่าเธอจะเดินไปชนใคร หรือว่าใครเดินชนเธอ เธอก็จะกล่าวคำขอโทษก่อนทุกครั้งโดยไม่สนใจว่าใครจะผิดหรือใครจะถูก
“ผมต่างหากที่ต้องขอโทษคุณ” ขณะที่กล่าวคำขอโทษฟรานซิสก็ส่งสายตากรุ้มกริ่มมองเธอไม่วางตา จนสาวน้อยรู้สึกขัดเขินมากยิ่งขึ้น ดวงตากลมโตหลุบต่ำลง มองมือใหญ่ที่ยังไม่ปล่อยมือเธอให้เป็นอิสระ ก่อนที่จะเงยหน้ามองชายหนุ่มอีกครั้ง
“เอ่อ ปล่ะ...ปล่อยมือฉัน ได้แล้วค่ะ” เสียงที่ประหม่า ฟังดูกระท่อนกระแท่นเพราะความเขินจัด
ก็เขาหล่อบาดจิตบาดใจมากขนาดนั้น ผู้หญิงคนไหนที่ได้เห็นและได้เข้าใกล้ ก็ต้องรู้สึกใจเต้นและประหม่าเป็นธรรมดา ยิ่งต้องมาประสานสายตา สัมผัสใกล้ชิดกันมากจนแทบจะหายใจรินรดใบหน้ากันและกันขนาดนี้ หัวใจของหญิงสาวก็แทบจะกระเด็นกระดอนออกมานอกอกเสียให้ได้
“ขอโทษครับ” พูดพร้อมกับค่อยๆ ปล่อยมือบางให้เป็นอิสระด้วยความรู้สึกเสียดายเล็กน้อย
ขนาดหลังมือยังนุ่มเนียนน่าสัมผัสขนาดนั้น แล้วเนื้อนุ่ม นูนเต่งของหล่อนตรงเนินอกที่โผล่พ้นออกมาเล็กน้อยยั่วยวนสายตา ภายใต้ชุดเดรสเกาะอกสีชมพูอ่อนๆ นั้นล่ะ จะน่าสัมผัสมากขนาดไหน หนุ่มหล่อเจ้าสำราญที่จัดเจนในสนามรักจินตนาการไปไกล โดยที่สาวน้อยตรงหน้าไม่อาจจะล่วงรู้ได้เลย
สาวน้อยมัวแต่ก้มหน้าขัดเขิน และรีบเก็บกระเป๋าเอกสารต่างๆ รวมทั้งม้วนรูปภาพหอบเอามาไว้เต็มอ้อมแขน และเพราะความรีบเร่ง ขัดเขินหรือว่าเพราะความสะเพร่าก็แล้วแต่ ทำให้หญิงสาวไม่ทันได้สังเกตว่าสุภาพบุรุษรูปงามที่เหมือนจะมีน้ำใจกับเธอได้แอบเก็บพับซ่อนเอกสารบางอย่างของเธอเอาไว้อย่างมิดชิดในกระเป๋าเสื้อสูทสีเข้มของเขา
“ขอบคุณมากนะคะ” อัญญาลินฉีกยิ้มกว้าง ค้อมศีรษะให้คนตัวโตตรงหน้าเล็กน้อย เพื่อเป็นการขอบคุณที่เขาอุตส่าห์มีน้ำใจช่วยเก็บของที่หล่นให้เธอ
“ไม่เป็นไรครับ”
“ฉันไปนะคะ” สองเท้าเล็กเบรกแทบไม่ทันเมื่อร่างสูงใหญ่เดินมาดักทางข้างหน้ากะทันหัน ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ
“เราต้องได้พบกันอีกแน่นอนครับ”
“เอ่อ...อะไรนะคะ”
Chapter 3
“อ๋อ เราคงมีโอกาสได้พบกันอีกนะครับ”
“อ้อ ค่ะ” หญิงสาวตอบอย่างเก้อๆ เพราะไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของชายหนุ่มแปลกหน้า ว่าเขายังคิดอยากจะพบกับเธออีกทำไม
“ให้ผมขับรถไปส่งคุณที่บ้านไหมครับ”
“มะ...ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเดินกลับเองได้ค่ะ อีกเดี๋ยวก็จะถึงแล้ว” จบประโยคก็รีบสาวเท้าก้มหน้าก้มตาเดินจากไป เพราะอัญญาลินเริ่มไม่ไว้ใจชายแปลกหน้าคนนี้เสียแล้ว เพราะสายตาของเขาที่มองเธอ มันทำให้เธอรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ แปลกๆ พิกล
ฟรานซิสอยากจะเดินหน้าทำความรู้จักกับเธอต่อ แต่ท่าทางของสาวน้อยเหมือนยังไม่ไว้ใจเขา หรือว่าหน้าตาท่าทางของเขามันเหมือนโจรผู้ร้ายในหนัง ไม่น่าไว้วางใจเหมือนน้องชายของเขาหรืออย่างไร หล่อนจึงได้รีบปฏิเสธลนลานแทบไม่มองหน้าเขาเลยด้วยซ้ำแบบนั้น
แต่ไม่เป็นไร เขาจะเอาเอกสารในการสมัครงานของเธอที่เขาแอบเก็บพับไว้ในกระเป๋าเสื้อไปอ่านดู เดี๋ยวก็รู้ว่าเธอพักอยู่ที่ไหน เบอร์โทรอะไร เขาต้องตามหล่อนไปแน่ แต่ว่าตอนนี้เขาต้องเอาหลักฐานนี้ไปสืบดูประวัติของสาวน้อยให้แน่ชัดเสียก่อน เพื่อนำไปรายงานตามที่ได้รับมอบหมายมาโดยด่วน
ก๊อกๆ ! ก๊อกๆ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ทั้งๆ ที่ประตูยังเปิดแง้มอยู่นิดๆ
“เข้ามาได้” เสียงห้าวทรงอำนาจดังออกมาจากในห้องทำงานส่วนตัว ทำให้คนที่ยืนอยู่ด้านนอกรีบเปิดประตูเข้ามาเมื่อได้รับอนุญาต
“ผมได้ประวัติของผู้หญิงในภาพวาดมาให้แล้วนะครับ นี่ครับ”
ฟรานซิสยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลไปให้ร่างหนาภูมิฐานที่นั่งตรงหน้า สีหน้าท่าทางของคนที่รับเอกสารไปถือไว้ในมือรู้สึกจะพอใจเป็นอันมาก รอยยิ้มปริศนาผุดขึ้นบนใบหน้าที่เริ่มมีริ้วรอยเหี่ยวย่นตามวัยเล็กน้อย ก่อนที่จะเปิดเอกสารออกอ่านด้วยท่าทางใจเย็นไม่รีบร้อน
ประวัติของนางสาวอัญญาลิน
ชื่อ นางสาว อัญญาลิน
นามสกุล อัครธาดา
ชื่อเล่น หนูลิน หรือ ลิลลี่
อายุ 24 ปี
เชื้อชาติ ไทย
สัญชาติ ไทย
สถานะ โสด
อาชีพ เจ้าของบริษัท
บ้านเกิด ประเทศไทย
บิดาชื่อ นาย อนันต์ อัครธาดา
มารดาชื่อ นาง กัญญา อัครธาดา
ที่อยู่ xxx…
เบอร์โทร xxx…
เมื่อสายตาแหลมคมที่ผ่านโลกมาหลายสิบปี กวาดอ่านตัวหนังสือจนครบถ้วนทุกตัวอักษร ก็เงยหน้าขึ้นมองฟรานซิสยิ้มๆ แต่มันช่างเป็นรอยยิ้มที่แสนจะเยือกเย็น และไม่กี่วินาทีต่อมาทั้งแววตาและรอยยิ้มนั้นกลับดูเหี้ยมเกรียมน่ากลัวยิ่งนัก
“ฉันมีงานให้แกทำต่อ” เสียงทรงอำนาจสั่ง พร้อมกับตวัดสายตามมองหลานรักด้วยแววตาจริงจัง
“งานอะไรครับคุณลุง”
“ให้คนของแกไปสืบดูบริษัทผลิตไวน์ของนายอนันต์มาให้ละเอียด ฉันจะได้เริ่มงานของฉันได้สักที”
“งานอะไรครับที่คุณลุงจะทำ ว่าแต่ผู้หญิงที่ชื่ออัญญาลิน มีความสำคัญอะไร แล้วทำไมถึงต้องไปสืบดูข้อมูลของบริษัทผลิตไวน์ของพ่อเธอด้วย ผมไม่เข้าใจ”
“แกอยากรู้ใช่มั้ย ฉันจะเล่าให้ฟัง”
แล้วความแค้นเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนก็ถูกเปิดเผยออกมาทั้งหมดอย่างละเอียด น้ำเสียงของคนเล่าเต็มไปด้วยความโกรธแค้น ชิงชัง และต้องการจะแก้แค้นให้ได้
มันคงถึงเวลาแล้ว ที่เขากับหลานชายจะเอาทุกอย่างกลับคืนมาเป็นของตนเอง ถึงเวลาที่จะชำระบัญชีแค้นระหว่างเขากับตระกูลอัครธาดาเสียที นายอนันต์จะต้องได้รับผลกรรมที่ทำเอาไว้อย่างสาสม!
เมื่อฟังเรื่องราวทุกอย่างจบลง ฟรานซิสก็กำมือเข้าหากันแน่น ดวงตาคมกล้าลุกวาวโรจน์ขึ้นอย่างโกรธแค้นเช่นเดียวกัน
“ฉันไม่มีทางให้น้องชายของฉันตายฟรีแน่!”
“ผมก็จะแก้แค้นให้กับพ่อของผมเหมือนกัน!”
ฟรานซิสยังจดจำภาพทุกอย่าง ในขณะที่เขายังเป็นเด็กชายอายุประมาณสิบสองสิบสามปีในวันนั้นได้ วันที่พ่อของเขาตัดสินใจปลิดลมหายใจของตนเอง ลุงของเขาวิ่งตามมาช่วยไม่ทัน ทุกอย่างมันสายเกินไป
ชายหนุ่มเพิ่งรู้ว่าสาเหตุที่พ่อของเขาคิดฆ่าตัวตายก็เพราะโดนเพื่อนชั่วโกงเอาบริษัทของพ่อไป และเมื่อกฎหมายเอาคนชั่วคนนั้นมาลงโทษไม่ได้ เขาก็จะเป็นศาลเตี้ยพิพากษาชีวิตของไอ้ฆาตกรโหดที่ฆ่าพ่อของเขาให้ตายทั้งเป็นจนคิดฆ่าตัวตายคนนั้นเอง
“อย่าเพิ่งบอกเรื่องนี้ให้แฟรงค์รู้” ผู้สูงวัยที่มีผมขาวแซมเกือบทั่วศีรษะเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ
“ผมเข้าใจครับคุณลุง แฟรงค์จะไม่มีทางรู้เรื่องนี้ จนกว่าจะถึงเวลา แต่คุณลุงครับ ผมมีเรื่องอยากจะขอร้อง”
“มีเรื่องอะไรก็ว่ามา”
“ผมขอจัดการหนี้แค้นครั้งนี้ของเราด้วยวิธีการของผมเองได้มั้ยครับ” สายตาของผู้ที่ผ่านโลกมามาก ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาอย่างโชกโชน มองหน้าหลานชายที่เขาเลี้ยงมากับมือด้วยความรักนิ่งอยู่ชั่วครู่อย่างชั่งใจ
“ก็ได้ ฉันไว้ใจแกฟรานซิส ฉันเชื่อว่าแกจะไม่ทำให้ฉันผิดหวัง”
“ผมสัญญาครับคุณลุง นายอนันต์จะต้องได้รับผลกรรมเร็วๆ นี้แน่นอน”
วันต่อมาแฟรงค์ก็ชวนอัญญาลินไปเที่ยวโรงกลั่นเหล้าองุ่นของเขา หญิงสาวรีบตอบรับทันทีด้วยความลิงโลด แต่ในขณะที่สาวน้อยกำลังเพลิดเพลินกับการชิมไวน์ แฟรงค์ก็ถูกเรียกตัวออกไป ปล่อยให้อัญญาลินเดินชิมและชมขั้นตอนการผลิตไวน์กับพนังงานสาวหน้าตาเรียบร้อยคนหนึ่งที่ทำงานอยู่ในนั้นตามลำพัง
ไวน์เนอรี่ของที่นี่ คุณลุงทรงเกียรติของฟรานซิสเป็นผู้บุกเบิก โดยได้รับการสนับสนุนเงินจากนิโคลัสจนกิจการรุ่งเรื่องขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นนายทรงเกียรติก็ได้มอบกิจการนี้ให้หลานรักทั้งสองเป็นคนบริหารจัดการ แต่อำนาจการบริหารจะอยู่ที่ฟรานซิส แฟรงค์เป็นเพียงมือขวาของเขาเท่านั้น
ฟรานซิสตั้งใจจะให้ไวน์เนอรี่แห่งนี้เป็นโรงกลั่นเหล้าองุ่นที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในอัลซาส (Alsace) และเขาก็ประสบความสำเร็จในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี ที่นี่ผลิตทั้งไวน์แดงและไวน์ขาว แต่แปดสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ของการผลิตจะเป็นไวน์ขาวเสียส่วนใหญ่
“ไวน์เนอรี่ของเราจะมีชื่อเสียงในการผลิตไวน์ขาวมากที่สุดค่ะ คุณอัญญาลินลองชิมไวน์ตัวนี้ดูสิคะ” อัญญาลินรับไวน์ในแก้วคริสตัลสีใสมาจิบ แล้วก็ยิ้มออกมา
“ว้าว สุดยอดมากเลยค่ะ รสชาติของมันจะออกเปรี้ยวนิดๆ อมหวานหน่อยๆ แล้วยังมีกลิ่นเหมือนลิ้นจี่ด้วยนะคะเนี่ย อร่อยนุ่มลิ้นมากเลยค่ะ” สาวน้อยมีประกายตาสดใสแวววาว และแย้มยิ้มตลอดเวลาการสนทนากับพนักงานสาวที่พาเธอชมและชิมไวน์ไปตลอดทาง
“ไวน์ที่คุณอัญญาลิน…”
“เรียกฉันว่าลิลลี่ก็ได้ค่ะกันเองดี” อัญญาลินแทรกพูดขึ้น เพื่อให้พนักงานสาวเรียกชื่อเธอได้ง่ายขึ้น
“ค่ะ ไวน์ที่คุณลิลลี่กำลังชิมอยู่นี้ เป็นไวน์ขาวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของอัลซาสเลยนะคะ” อัญญาลินตั้งใจฟังพนักงานสาวสวยพรีเซนต์ด้วยความตื่นเต้น พร้อมทั้งสอดแทรกคำถามเป็นระยะๆ ตลอดการสนทนาด้วยความสนใจ
“จริงเหรอคะ แล้วไวน์รสเลิศแบบนี้ ต้องทำมาจากชาร์ดอนเนย์แน่เลยใช่มั้ยคะ” ชาร์ดอนเนย์ (chardonnay) คือราชินีแห่งองุ่นที่นำมาทำไวน์ขาว
“ใช่แล้วค่ะ คุณลิลลี่มีความรู้เรื่องพันธุ์ขององุ่นที่นำมาทำไวน์ด้วย เก่งจังเลยนะคะ” พนักงานสาวคนเดิมแซวยิ้มๆ
“แหะๆ ก็นิดหน่อยค่ะ” อัญญาลินไม่กล้าบอกว่าเธอก็เป็นเจ้าของบริษัทผลิตไวน์ที่เมืองไทยเหมือนกัน เลยชอบศึกษาเรื่องไวน์เป็นพิเศษ แล้วก็ชอบดื่มไวน์ด้วย
“บังเอิญจังเลยนะครับสาวน้อย เราเจอกันอีกแล้ว” เสียงห้าวทุ้มทางด้านหลังทำให้ร่างเพรียวบางรีบหันขวับไปมอง แล้วก็ต้องเบิกตากว้างขึ้นด้วยความแปลกใจ
“คุณ...คุณนั่นเอง บังเอิญจังเลยค่ะ” ขณะที่ฟรานซิสยืนคุยกับอัญญาลินพนักงานสาวคนนั้นก็รีบเดินเลี่ยงออกไปเหมือนรู้หน้าที่
“เรียกผมฟรานซิสก็ได้ครับ แล้วคุณล่ะ ผมยังไม่รู้จักชื่อของคุณเลยนะ” ชายหนุ่มเล่นละครตบตาได้ดีเยี่ยม ทั้งที่เขารู้จักประวัติของเธอแล้วเป็นอย่างดี
“เรียกฉันว่าลิลลี่ก็ได้ค่ะ” หญิงสาวแนะนำตัวเองสั้นๆ อย่างเป็นกันเอง
“ผมเป็นเจ้าของที่นี่ และเป็นพี่ชายของแฟรงค์” อัญญาลินม่านตาขยายมองหน้าผู้ชายตรงหน้าที่บอกว่าเขาเป็นพี่ชายของแฟรงค์อย่างตกตะลึง
“อ๋อ เราคงมีโอกาสได้พบกันอีกนะครับ”
“อ้อ ค่ะ” หญิงสาวตอบอย่างเก้อๆ เพราะไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของชายหนุ่มแปลกหน้า ว่าเขายังคิดอยากจะพบกับเธออีกทำไม
“ให้ผมขับรถไปส่งคุณที่บ้านไหมครับ”
“มะ...ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเดินกลับเองได้ค่ะ อีกเดี๋ยวก็จะถึงแล้ว” จบประโยคก็รีบสาวเท้าก้มหน้าก้มตาเดินจากไป เพราะอัญญาลินเริ่มไม่ไว้ใจชายแปลกหน้าคนนี้เสียแล้ว เพราะสายตาของเขาที่มองเธอ มันทำให้เธอรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ แปลกๆ พิกล
ฟรานซิสอยากจะเดินหน้าทำความรู้จักกับเธอต่อ แต่ท่าทางของสาวน้อยเหมือนยังไม่ไว้ใจเขา หรือว่าหน้าตาท่าทางของเขามันเหมือนโจรผู้ร้ายในหนัง ไม่น่าไว้วางใจเหมือนน้องชายของเขาหรืออย่างไร หล่อนจึงได้รีบปฏิเสธลนลานแทบไม่มองหน้าเขาเลยด้วยซ้ำแบบนั้น
แต่ไม่เป็นไร เขาจะเอาเอกสารในการสมัครงานของเธอที่เขาแอบเก็บพับไว้ในกระเป๋าเสื้อไปอ่านดู เดี๋ยวก็รู้ว่าเธอพักอยู่ที่ไหน เบอร์โทรอะไร เขาต้องตามหล่อนไปแน่ แต่ว่าตอนนี้เขาต้องเอาหลักฐานนี้ไปสืบดูประวัติของสาวน้อยให้แน่ชัดเสียก่อน เพื่อนำไปรายงานตามที่ได้รับมอบหมายมาโดยด่วน
ก๊อกๆ ! ก๊อกๆ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ทั้งๆ ที่ประตูยังเปิดแง้มอยู่นิดๆ
“เข้ามาได้” เสียงห้าวทรงอำนาจดังออกมาจากในห้องทำงานส่วนตัว ทำให้คนที่ยืนอยู่ด้านนอกรีบเปิดประตูเข้ามาเมื่อได้รับอนุญาต
“ผมได้ประวัติของผู้หญิงในภาพวาดมาให้แล้วนะครับ นี่ครับ”
ฟรานซิสยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลไปให้ร่างหนาภูมิฐานที่นั่งตรงหน้า สีหน้าท่าทางของคนที่รับเอกสารไปถือไว้ในมือรู้สึกจะพอใจเป็นอันมาก รอยยิ้มปริศนาผุดขึ้นบนใบหน้าที่เริ่มมีริ้วรอยเหี่ยวย่นตามวัยเล็กน้อย ก่อนที่จะเปิดเอกสารออกอ่านด้วยท่าทางใจเย็นไม่รีบร้อน
ประวัติของนางสาวอัญญาลิน
ชื่อ นางสาว อัญญาลิน
นามสกุล อัครธาดา
ชื่อเล่น หนูลิน หรือ ลิลลี่
อายุ 24 ปี
เชื้อชาติ ไทย
สัญชาติ ไทย
สถานะ โสด
อาชีพ เจ้าของบริษัท
บ้านเกิด ประเทศไทย
บิดาชื่อ นาย อนันต์ อัครธาดา
มารดาชื่อ นาง กัญญา อัครธาดา
ที่อยู่ xxx…
เบอร์โทร xxx…
เมื่อสายตาแหลมคมที่ผ่านโลกมาหลายสิบปี กวาดอ่านตัวหนังสือจนครบถ้วนทุกตัวอักษร ก็เงยหน้าขึ้นมองฟรานซิสยิ้มๆ แต่มันช่างเป็นรอยยิ้มที่แสนจะเยือกเย็น และไม่กี่วินาทีต่อมาทั้งแววตาและรอยยิ้มนั้นกลับดูเหี้ยมเกรียมน่ากลัวยิ่งนัก
“ฉันมีงานให้แกทำต่อ” เสียงทรงอำนาจสั่ง พร้อมกับตวัดสายตามมองหลานรักด้วยแววตาจริงจัง
“งานอะไรครับคุณลุง”
“ให้คนของแกไปสืบดูบริษัทผลิตไวน์ของนายอนันต์มาให้ละเอียด ฉันจะได้เริ่มงานของฉันได้สักที”
“งานอะไรครับที่คุณลุงจะทำ ว่าแต่ผู้หญิงที่ชื่ออัญญาลิน มีความสำคัญอะไร แล้วทำไมถึงต้องไปสืบดูข้อมูลของบริษัทผลิตไวน์ของพ่อเธอด้วย ผมไม่เข้าใจ”
“แกอยากรู้ใช่มั้ย ฉันจะเล่าให้ฟัง”
แล้วความแค้นเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนก็ถูกเปิดเผยออกมาทั้งหมดอย่างละเอียด น้ำเสียงของคนเล่าเต็มไปด้วยความโกรธแค้น ชิงชัง และต้องการจะแก้แค้นให้ได้
มันคงถึงเวลาแล้ว ที่เขากับหลานชายจะเอาทุกอย่างกลับคืนมาเป็นของตนเอง ถึงเวลาที่จะชำระบัญชีแค้นระหว่างเขากับตระกูลอัครธาดาเสียที นายอนันต์จะต้องได้รับผลกรรมที่ทำเอาไว้อย่างสาสม!
เมื่อฟังเรื่องราวทุกอย่างจบลง ฟรานซิสก็กำมือเข้าหากันแน่น ดวงตาคมกล้าลุกวาวโรจน์ขึ้นอย่างโกรธแค้นเช่นเดียวกัน
“ฉันไม่มีทางให้น้องชายของฉันตายฟรีแน่!”
“ผมก็จะแก้แค้นให้กับพ่อของผมเหมือนกัน!”
ฟรานซิสยังจดจำภาพทุกอย่าง ในขณะที่เขายังเป็นเด็กชายอายุประมาณสิบสองสิบสามปีในวันนั้นได้ วันที่พ่อของเขาตัดสินใจปลิดลมหายใจของตนเอง ลุงของเขาวิ่งตามมาช่วยไม่ทัน ทุกอย่างมันสายเกินไป
ชายหนุ่มเพิ่งรู้ว่าสาเหตุที่พ่อของเขาคิดฆ่าตัวตายก็เพราะโดนเพื่อนชั่วโกงเอาบริษัทของพ่อไป และเมื่อกฎหมายเอาคนชั่วคนนั้นมาลงโทษไม่ได้ เขาก็จะเป็นศาลเตี้ยพิพากษาชีวิตของไอ้ฆาตกรโหดที่ฆ่าพ่อของเขาให้ตายทั้งเป็นจนคิดฆ่าตัวตายคนนั้นเอง
“อย่าเพิ่งบอกเรื่องนี้ให้แฟรงค์รู้” ผู้สูงวัยที่มีผมขาวแซมเกือบทั่วศีรษะเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ
“ผมเข้าใจครับคุณลุง แฟรงค์จะไม่มีทางรู้เรื่องนี้ จนกว่าจะถึงเวลา แต่คุณลุงครับ ผมมีเรื่องอยากจะขอร้อง”
“มีเรื่องอะไรก็ว่ามา”
“ผมขอจัดการหนี้แค้นครั้งนี้ของเราด้วยวิธีการของผมเองได้มั้ยครับ” สายตาของผู้ที่ผ่านโลกมามาก ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาอย่างโชกโชน มองหน้าหลานชายที่เขาเลี้ยงมากับมือด้วยความรักนิ่งอยู่ชั่วครู่อย่างชั่งใจ
“ก็ได้ ฉันไว้ใจแกฟรานซิส ฉันเชื่อว่าแกจะไม่ทำให้ฉันผิดหวัง”
“ผมสัญญาครับคุณลุง นายอนันต์จะต้องได้รับผลกรรมเร็วๆ นี้แน่นอน”
วันต่อมาแฟรงค์ก็ชวนอัญญาลินไปเที่ยวโรงกลั่นเหล้าองุ่นของเขา หญิงสาวรีบตอบรับทันทีด้วยความลิงโลด แต่ในขณะที่สาวน้อยกำลังเพลิดเพลินกับการชิมไวน์ แฟรงค์ก็ถูกเรียกตัวออกไป ปล่อยให้อัญญาลินเดินชิมและชมขั้นตอนการผลิตไวน์กับพนังงานสาวหน้าตาเรียบร้อยคนหนึ่งที่ทำงานอยู่ในนั้นตามลำพัง
ไวน์เนอรี่ของที่นี่ คุณลุงทรงเกียรติของฟรานซิสเป็นผู้บุกเบิก โดยได้รับการสนับสนุนเงินจากนิโคลัสจนกิจการรุ่งเรื่องขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นนายทรงเกียรติก็ได้มอบกิจการนี้ให้หลานรักทั้งสองเป็นคนบริหารจัดการ แต่อำนาจการบริหารจะอยู่ที่ฟรานซิส แฟรงค์เป็นเพียงมือขวาของเขาเท่านั้น
ฟรานซิสตั้งใจจะให้ไวน์เนอรี่แห่งนี้เป็นโรงกลั่นเหล้าองุ่นที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในอัลซาส (Alsace) และเขาก็ประสบความสำเร็จในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี ที่นี่ผลิตทั้งไวน์แดงและไวน์ขาว แต่แปดสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ของการผลิตจะเป็นไวน์ขาวเสียส่วนใหญ่
“ไวน์เนอรี่ของเราจะมีชื่อเสียงในการผลิตไวน์ขาวมากที่สุดค่ะ คุณอัญญาลินลองชิมไวน์ตัวนี้ดูสิคะ” อัญญาลินรับไวน์ในแก้วคริสตัลสีใสมาจิบ แล้วก็ยิ้มออกมา
“ว้าว สุดยอดมากเลยค่ะ รสชาติของมันจะออกเปรี้ยวนิดๆ อมหวานหน่อยๆ แล้วยังมีกลิ่นเหมือนลิ้นจี่ด้วยนะคะเนี่ย อร่อยนุ่มลิ้นมากเลยค่ะ” สาวน้อยมีประกายตาสดใสแวววาว และแย้มยิ้มตลอดเวลาการสนทนากับพนักงานสาวที่พาเธอชมและชิมไวน์ไปตลอดทาง
“ไวน์ที่คุณอัญญาลิน…”
“เรียกฉันว่าลิลลี่ก็ได้ค่ะกันเองดี” อัญญาลินแทรกพูดขึ้น เพื่อให้พนักงานสาวเรียกชื่อเธอได้ง่ายขึ้น
“ค่ะ ไวน์ที่คุณลิลลี่กำลังชิมอยู่นี้ เป็นไวน์ขาวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของอัลซาสเลยนะคะ” อัญญาลินตั้งใจฟังพนักงานสาวสวยพรีเซนต์ด้วยความตื่นเต้น พร้อมทั้งสอดแทรกคำถามเป็นระยะๆ ตลอดการสนทนาด้วยความสนใจ
“จริงเหรอคะ แล้วไวน์รสเลิศแบบนี้ ต้องทำมาจากชาร์ดอนเนย์แน่เลยใช่มั้ยคะ” ชาร์ดอนเนย์ (chardonnay) คือราชินีแห่งองุ่นที่นำมาทำไวน์ขาว
“ใช่แล้วค่ะ คุณลิลลี่มีความรู้เรื่องพันธุ์ขององุ่นที่นำมาทำไวน์ด้วย เก่งจังเลยนะคะ” พนักงานสาวคนเดิมแซวยิ้มๆ
“แหะๆ ก็นิดหน่อยค่ะ” อัญญาลินไม่กล้าบอกว่าเธอก็เป็นเจ้าของบริษัทผลิตไวน์ที่เมืองไทยเหมือนกัน เลยชอบศึกษาเรื่องไวน์เป็นพิเศษ แล้วก็ชอบดื่มไวน์ด้วย
“บังเอิญจังเลยนะครับสาวน้อย เราเจอกันอีกแล้ว” เสียงห้าวทุ้มทางด้านหลังทำให้ร่างเพรียวบางรีบหันขวับไปมอง แล้วก็ต้องเบิกตากว้างขึ้นด้วยความแปลกใจ
“คุณ...คุณนั่นเอง บังเอิญจังเลยค่ะ” ขณะที่ฟรานซิสยืนคุยกับอัญญาลินพนักงานสาวคนนั้นก็รีบเดินเลี่ยงออกไปเหมือนรู้หน้าที่
“เรียกผมฟรานซิสก็ได้ครับ แล้วคุณล่ะ ผมยังไม่รู้จักชื่อของคุณเลยนะ” ชายหนุ่มเล่นละครตบตาได้ดีเยี่ยม ทั้งที่เขารู้จักประวัติของเธอแล้วเป็นอย่างดี
“เรียกฉันว่าลิลลี่ก็ได้ค่ะ” หญิงสาวแนะนำตัวเองสั้นๆ อย่างเป็นกันเอง
“ผมเป็นเจ้าของที่นี่ และเป็นพี่ชายของแฟรงค์” อัญญาลินม่านตาขยายมองหน้าผู้ชายตรงหน้าที่บอกว่าเขาเป็นพี่ชายของแฟรงค์อย่างตกตะลึง